ครม.มีมติอนุมัติ MOU ว่าด้วยประมวลข้อบังคับว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยของเรือและท่าเรือระหว่างประเทศ ระหว่างคค. กับกรมการขนส่งแห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2565ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล โดย ครม.มีมติอนุมัติการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยประมวลข้อบังคับว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยของเรือและท่าเรือระหว่างประเทศ ระหว่างกระทรวงคมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกรมการขนส่งแห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ Memorandum of Understanding on the International Ship and Port Facility Security Code Between the Ministry of Transport of the Kingdom of Thailand and the Department for Transport of the United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland) (บันทึกความเข้าใจฯ) และหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงคมนาคม (คค.) ดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง รวมทั้งให้อธิบดีกรมเจ้าท่า หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยในร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

1. ประเทศไทยและสหราชอาณาจักรมีความประสงค์ที่จะสร้างความสัมพันธ์ด้านการขนส่งทางน้ำระหว่างสองประเทศโดยมุ่งเน้นในส่วนที่เกี่ยวกับประมวลข้อบังคับว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยของเรือและท่าเรือระหว่างประเทศ (International Ship and Port Facility Security Code : ISPS Code) ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดมาตรฐานในเรื่องการรักษาความปลอดภัยทางทะเลไม่ว่าจะเป็นเรือและท่าเรือ ฝ่ายสหราชอาณาจักร จึงได้เสนอร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยประมวลข้อบังคับว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยของเรือและท่าเรือกับสหราชอาณาจักรให้ฝ่ายไทยพิจารณา โดยการจัดทำบันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะเป็นโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะได้พัฒนา แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการขนส่งทางทะเลระหว่างกัน รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในด้านการบริหารจัดการภาครัฐในมิติต่าง ๆ ทางทะเลซี่งจะช่วยส่งผลให้เกิดการขยายไปสู่ความร่วมมือด้านการขนส่งอื่นในอนาคต

2.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยประมวลข้อบังคับว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยของเรือและท่าเรือระหว่างประเทศตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอเป็นการกำหนดกรอบความร่วมมือระหว่าง สหราชอาณาจักรและประเทศไทยในการพัฒนาและสร้างกฎระเบียบภายในประเทศ สนับสนุนงานในมิติทางด้านความมั่นคงเพื่อยกระดับมาตรฐานความมั่นคงทางทะเลระหว่างประเทศ โดยอาจจัดให้มีโครงการเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทางด้านเทคนิคที่เกี่ยวข้อง เช่น การเยี่ยมชมท่าเรือ/ สิ่งอำนวยความสะดวกท่าเรือ การประชุมเชิงปฏิบัติการ การให้คำปรึกษา การแลกเปลี่ยนสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และฐานข้อมูล เป็นต้น ซึ่งอาจขยายความร่วมมือและการช่วยเหลือไปยังด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางทะเลตามแนวทางที่กำหนดในประมวลข้อบังคับว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยของเรือและท่าเรือระหว่างประเทศ (International Ship and Port Facility Security Code : ISPS Code) ที่ออกตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล ค.ศ. 1974 [International Convention for the Safety of Life at Sea,1974 (SOLAS), as amended] ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีแล้วเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2528 โดยบันทึกความเข้าใจดังกล่าวไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด โดยผู้ร่วมทำบันทึกความเข้าใจฯ รายใดรายหนึ่งสามารถแจ้งไปยังผู้ร่วมทำบันทึกความเข้าใจอีกฝ่ายผ่านช่องทางการทูตเพื่อขอสิ้นสุดบันทึกความเข้าใจฯ ทั้งนี้ การสิ้นสุดดังกล่าวจะมีผลหลังจากวันที่ผู้ร่วมทำบันทึกความเข้าใจอีกฝ่ายได้รับแจ้งแล้วเป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยการสิ้นสุดบันทึกความเข้าใจฯ จะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนงาน กิจกรรม หรือโครงการที่ได้เริ่มดำเนินการก่อนวันที่สิ้นสุดของบันทึกความเข้าใจฯ เว้นแต่ ผู้ร่วมทำบันทึกความเข้าใจได้ตกลงกันเป็นอย่างอื่น

ทั้งนี้ คค. (กรมเจ้าท่า) มีกำหนดการลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าวช่วงเดือนกันยายน พ.ศ.2565 ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว

4.ประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดทำบันทึกความเข้าใจฯ เช่น การส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพและความเข้มแข็งทางวิชาการในเรื่องการรักษาความปลอดภัยของเรือและท่าเรือระหว่างประเทศ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการขนส่งทางทะเลและการบริหารจัดการภาครัฐร่วมกับสหราชอาณาจักร ตลอดจนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลในเรื่องการรักษาความปลอดภัยของเรือและท่าเรือ และจะส่งผลให้ได้รับความเชื่อมั่นจากต่างประเทศทั้งในการลงทุนและการประกอบธุรกิจระหว่างกัน

Leave a Reply

Your email address will not be published.