ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ปั้นโปรเจกต์ที่ 4 ของปี ‘ลลิลทาวน์ ชัยพฤกษ์-ไทรน้อย’ พร้อมปรับดีไซน์ใหม่ – เพิ่มนวัตกรรม ยกระดับแบรนด์

รัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี’ กล่าวว่าศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) คาดการณ์ว่าตลาดแนวราบไม่มี Over Stock เนื่องจากผ่านจุดต่ำสุดใน 2564 มาแล้ว ในปี 2565 นี้น่าจะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี เนื่องจากผู้ประกอบการทุกรายไม่ได้เปิดตัวโครงการใหม่เกือบ 2 ปี ในปีนี้จึงเปิดตัวโครงการใหม่มากขึ้น ปัจจุบันโครงการแนวราบมีสัดส่วน 80-90% ของโครงการทั้งหมดก่อนที่จะเกิด COVID-19 และคาดว่าปีนี้มีการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งแนวราบและอาคารชุดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากผลกระทบของสงครามรัสเซีย -ยูเครนและปัจจัยพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนในการขนส่ง

ในส่วนของลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ล่าสุดบริษัทฯ ได้ทุ่มงบกว่า 1,400 ล้านบาท เปิดตัว ลลิลทาวน์ ชัยพฤกษ์-ไทรน้อย โครงการบ้านคุณภาพในทำเลฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ เพื่อกวาดกำลังซื้อย่านนนทบุรี ด้วยเล็งเห็นถึงโอกาสในเรื่องทำเลที่มีศักยภาพและโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงมุ่งเน้นนำเสนอบ้านคุณภาพเพื่อเจาะกลุ่ม Real Demand เนื่องจากความต้องการของตลาดกลุ่มนี้ ซึ่งยังมีปริมาณความต้องการที่ชัดเจน แม้จะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดก็ตาม

ชูรัชฏ์ กล่าวว่า ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้นำจุดแข็งที่มี คือการออกแบบที่ผสานความสวยงามเข้ากับการสร้างสรรค์พื้นที่ใช้สอยไว้อย่างลงตัว เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ โดยในปี 2565 บริษัทฯ ได้ปรับโฉมแบรนด์บ้านกลุ่มแลนซีโอใหม่ทั้งหมด เมื่อสัมผัสจะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แฝงไปด้วยความหรูหราในสไตล์ฝรั่งเศส French Colonial Style ถือเป็นเทรนด์ยอดนิยมของผู้บริโภคไทยในปัจจุบัน พร้อมทั้งใส่แนวคิดบ้านนวัตกรรม LI (Lalin Innovation for Living) ที่นำไปสู่การอยู่อาศัยในรูปแบบสมาร์ท ลีฟวิ่ง ฟังก์ชัน (Smart Living Function) เช่น หลังคากันความร้อน หลอดไฟ LED สีนาโนซิลเวอร์ช่วยฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนา เพื่อมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยรูปแบบใหม่อย่างเหนือระดับ ทำให้ผู้บริโภคให้การตอบรับเป็นอย่างดี และสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญให้แก่แบบบ้านในตลาดกับความพยายามครั้งใหม่ ที่มุ่งสร้างมาตรฐานการอยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการใช้พลังงานให้เกิดขึ้นจริงอย่างยั่งยืน เพื่อพัฒนาสู่อัตลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

“การปรับโฉมกลุ่มบ้านแบรนด์แลนซีโอ (Lanceo) ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ที่ตอบรับวิถีการใช้ชีวิตของคนไทยที่เปลี่ยนไป เพราะบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ต้องเติมเต็มความต้องการทั้งการอยู่อาศัย และรองรับการใช้ชีวิตในรูปแบบ Work From Home / Study Online หรือแม้กระทั่งปรับมาเป็นห้องผู้สูงอายุรับสังคมสูงวัยในอนาคตได้อีกด้วย ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมานี้รวมอยู่ในบ้านแบรนด์แลนซีโอโฉมใหม่ของเรา” ชูรัชฏ์ กล่าว

สำหรับโครงการลลิลทาวน์ ชัยพฤกษ์-ไทรน้อย ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 52 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท มีทั้งหมด 458 ยูนิต ประกอบด้วย โครงการบ้านเดี่ยวแบรนด์แลนซีโอ คริป รวม 114 ยูนิต และ โครงการทาวน์โฮมแบรนด์ ไลโอ รวม 344 ยูนิต ซึ่งถือเป็น Hub อยู่อาศัยใหม่ เนื่องจ่ากที่ตั้งโครงการที่สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ใกล้ทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร เชื่อมต่อ ถนนชัยพฤกษ์-แจ้งวัฒนะ ,ถนนราชพฤกษ์-สาทร ,ถนนกาญจนาภิเษกฯ และถนนรัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วาน หรือรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีชมพู ที่เข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังใกล้ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลพลาซ่า เวสต์เกต สถานพยาบาลอย่างโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ให้คุณได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระในวันพักผ่อน ภายในโครงการมีฟิตเนสวิวสวน และสวนส่วนกลางสีเขียวขนาดใหญ่ พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง เรียกว่าสะดวกครบจบในที่เดียว

โครงการบ้านเดี่ยวแบรนด์แลนซีโอ คริป ชัยพฤกษ์-ไทรน้อย ซึ่งมาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Perfection of living” มีทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่ 1.แบบบ้านเดี่ยว CANNES พื้นที่ใช้สอย 174 ตร.ม. 4 ห้องนอน (พร้อมระเบียงชมวิว) 3 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก และส่วนเตรียมอาหารโดยมีครัวแยกเป็นสัดส่วน พร้อมที่จอดรถ 2 คัน 2.แบบบ้านเดี่ยว MONACO พื้นที่ใช้สอย 156 ตร.ม. 3 ห้องนอน (พร้อมระเบียงชมวิว) 3 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก และส่วนเตรียมอาหารโดยมีครัวแยกสัดส่วน พร้อมที่จอดรถ 2 คันและ 3.แบบบ้านแนวคิดใหม่ NANTES พื้นที่ใช้สอย 134 ตร.ม. 3 ห้องนอน (พร้อมระเบียงชมวิว) 3 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องรับประทานอาหาร 1 โดยมีห้องเอนกประสงค์ และครัวแยกสัดส่วน พร้อมที่จอดรถ 2 คัน ซึ่งมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 4-7 ล้านบาท และโครงการทาวน์โฮมแบรนด์ ไลโอ ชัยพฤกษ์ – ไทรน้อย มีทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ 1.แบบบ้าน LYON พื้นที่ใช้สอย 125 ตร.ม. 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก พร้อมส่วนเตรียมอาหาร และที่จอดรถ 2 คัน และ 2.แบบบ้าน LILLE  พื้นที่ใช้สอย 105 ตร.ม. 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก พร้อมส่วนเตรียมอาหาร และที่จอดรถ 1 คัน โดยทั้งสองแบบมาพร้อม Flexible Function สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามใจชอบ หน้ากว้าง สามารถใช้สอยได้คุ้มค่าทุกตารางเมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Happiness of Living” ความสุขที่ลงตัวกับทุกความต้องการของการใช้ชีวิตซึ่งมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2-2.5 ล้านบาท โดยทั้งสองโครงการฯ แบ่งออกเป็น 5 เฟสๆ ละ70-80 ยูนิต

ชูรัชฏ์ กล่าวว่า ในปี 2565 บริษัทฯ เปิดตัวโครงการไปแล้วทั้งหมด 4 โครงการ มูลค่า 4,000 ล้านบาท และยังคงเดินหน้าธุรกิจให้เป็นไปตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ โดยตั้งเป้าพัฒนาโครงการบ้านป้อนสู่ตลาดในปีนี้ให้ได้ 10-12 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทฯ จะต้องคอยมอนิเตอร์เพื่อประเมินสถานการณ์เงินเฟ้อ และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อในอสังหาริมทรัพย์อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้ตั้งเป้ายอดขาย 8,500 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ 7,200 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าภาพรวมยอดขายของบริษัทฯ ในปีนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2564 ประมาณ 10%

“ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมถือเป็นโอกาสและนาทีทองสต๊อกสุดท้ายสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยว เนื่องจากสินค้ายังคิดจากต้นทุนเดิม และมีแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ผลพวงจากสถานการณ์น้ำมันส่งผลให้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้นทุกรายการ ทำให้ราคาบ้านปรับเพิ่มขึ้นราว 3-5%” ชูรัชฏ์ กล่าวทิ้งท้าย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *