Friday, August 29, 2025
Latest:
News

บีเม็กซ์ผนึกพันธมิตร จัดงาน CBA Expo 2025 เปิดเวทีเทคโนโลยีก่อสร้าง – เหมืองแร่ คาดมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 4,000 ราย ยอดเจรจาธุรกิจ 100 ล้านบาท

บริษัท บีเม็กซ์ จำกัด จับมือพันธมิตรธุรกิจเตรียมจัดงานแสดงสินค้าเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง เหมืองแร่ และคอนกรีต ได้แก่ CBA Expo 2025 ครั้งที่ 3 และ Concrete Expo Asia 2025 ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 24–26 กันยายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา งานนี้รวบรวมผู้ประกอบการและแบรนด์ชั้นนำด้านเครื่องจักรกล เครื่องมือ อุปกรณ์ ชิ้นส่วนอะไหล่ และนวัตกรรมกว่า 100 ราย บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 6,000 ตารางเมตร ทั้งภายในอาคารและกลางแจ้ง คาดมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 4,000 ราย สร้างมูลค่าเจรจาธุรกิจราว 100 ล้านบาท

ฐิติรัตน์ ปฐวีวรากิตติ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บีเม็กซ์ จำกัด เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้มีอำนาจตัดสินใจจากทั้งไทยและอาเซียน โดยเปิดโอกาสให้เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเสริมประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน โดยปีนี้งานจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่อนาคตและความยั่งยืน” ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการในหลายประเทศ อาทิ เยอรมนี อิตาลี เกาหลีใต้ สิงคโปร์ อินเดีย รัสเซีย และจีน

ภายในงานยังมีกิจกรรมสัมมนาและเสวนาเชิงวิชาการจากหน่วยงานภาครัฐ สมาคมวิชาชีพ และผู้เชี่ยวชาญ อาทิ การประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในงานก่อสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันไทย–เยอรมัน รวมถึงเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคนิคและการอัปเดตเทรนด์อุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถนำไปปรับใช้จริงในธุรกิจ

ดร.ดวงเด็ด ย้วยความดี ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ทีเส็บให้การสนับสนุนงาน CBA Expo 2025 และ Concrete Expo Asia 2025 อย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับงานแสดงสินค้านานาชาติด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทย และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมมอบความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับข้อมูลเชิงเทคนิคและอัปเดตเทรนด์ต่างๆ เพื่อนำไปปรับใช้ในการทำงานของตนเอง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการในการนำไปพัฒนาประสิทธิภาพงานก่อสร้าง เพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับภูมิภาค ได้อย่างยั่งยืนตามแนวคิด “ก้าวสู่อนาคตและความยั่งยืน” 

จับตาอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย 2568–2569

สถิตย์ แถลงสัตย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารยูโอบี จำกัด ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกอาจไม่เลวร้ายอย่างที่คาดการณ์ไว้เดิม และมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยกลับเผชิญแรงกดดัน โดยปีนี้คาดว่าจะเติบโตเพียง 2% ลดลงจาก 2.5% ในปีก่อน และปีหน้ามีความเสี่ยงชะลอตัวจากผลกระทบมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพาการค้าและการท่องเที่ยวจากต่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐและการบริโภคภาคเอกชนยังช่วยประคองได้บ้าง แต่ในระยะ 5 ปีข้างหน้าศักยภาพการเติบโตสูงสุดของไทยอาจไม่เกิน 2%

สำหรับภาคก่อสร้าง แม้เคยเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เคยมีสัดส่วนกว่า 40% ของจีดีพี แต่หลัง COVID-19 การฟื้นตัวไม่สดใสเท่าที่ควร อีกทั้งยังเผชิญปัจจัยลบจากการหดตัวของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจ SMEs และปัญหาคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลง สอดคล้องกับภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ดีมานด์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างอ่อนแรงลง ขณะเดียวกันอัตรากำไรสุทธิของบริษัทในตลาดทุนก็มีแนวโน้มลดลง สะท้อนการแข่งขันและความท้าทายที่รุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกจากทิศทางดอกเบี้ยที่อยู่ในขาลง และการใช้จ่ายลงทุนของภาครัฐ โดยงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 ยังคงมีสัดส่วนสูงราว 23% ของงบรวม แม้จะลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตของภาคก่อสร้างได้บ้าง แต่ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวช้าและไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ยังอ่อนแรง

“ในระยะยาว ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้าง “เครื่องยนต์การเติบโตใหม่” ผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ การลงทุนด้านความยั่งยืน และการผลักดันบริการที่มีมูลค่าสูง เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น สรุปแล้ว อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยยังเผชิญความท้าทายทั้งเชิงวัฏจักรและเชิงโครงสร้าง แต่ก็มีโอกาสจากเมกะเทรนด์โลกที่ธุรกิจไทยสามารถใช้เป็นโอกาสในการต่อยอดและสร้างการเติบโตต่อไป” สถิตย์ กล่าว

อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยปี 2567 เดินหน้าสู่ Green Construction

ประเสริฐ เฉลิมรัตนานนท์ ผู้แทนจากสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ในปี 2567 อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยมีมูลค่ารวมราว 1.4 ล้านล้านบาท เติบโตต่อเนื่องประมาณ 1.9–2% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยโครงสร้างการลงทุนมาจากภาครัฐเป็นสัดส่วนถึง 57% ขณะที่ภาคเอกชนอยู่ที่ 43% ซึ่งลดลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนถึงการชะลอตัวของเอกชนในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ โดยอุตสาหกรรมก่อสร้างยังเป็นภาคส่วนที่ใช้แรงงานจำนวนมาก และเผชิญปัญหาสำคัญทั้งราคาวัสดุที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงาน รวมถึงความกดดันจากการกำหนดระยะเวลาก่อสร้างที่สั้นลง

เราจำเป็นต้อง “ปรับตัวและปรับทัศนคติ” โดยผู้รับเหมาควรเปลี่ยนบทบาทจากผู้ปฏิบัติไปสู่ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ผ่านการปรับองค์กรให้ทันสมัย เน้นการพัฒนาแรงงานให้มีทักษะหลากหลายมากขึ้น เช่น การเรียนรู้ผ่านระบบ E-learning และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการก่อสร้าง อาทิ การใช้แพลตฟอร์ม Procore เพื่อบริหารจัดการโครงการผ่านระบบคลาวด์ การปรับรูปแบบงานระบบก่อสร้างให้เป็นสำเร็จรูป (Prefabrication) เพื่อลดเวลาและแรงงาน รวมถึงการใช้รถลำเลียงวัสดุอัตโนมัติและเทคโนโลยีโดรนที่ช่วยสนับสนุนการทำงานอย่างแม่นยำและรวดเร็ว

นอกจากนี้ การก่อสร้างสมัยใหม่ยังต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยใช้เทคโนโลยีโปรแกรมคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) ของอาคารก่อนลงมือก่อสร้างจริง เพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกขั้นตอนของวงจรชีวิตอาคาร (LCA) และสามารถเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นทิศทางสำคัญที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยสามารถแข่งขันได้ในอนาคต พร้อมสอดรับกับมาตรฐานสากลด้าน Green Construction และการพัฒนาที่ยั่งยืน