Thursday, February 12, 2026
Property

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ปรับเกมสู้เศรษฐกิจผันผวนปีม้า เดินหน้าเปิดโครงการใหม่ 4–6 โครงการ ตั้งเป้ายอดขาย 4,200 ล้านบาท

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังเดินหน้าขยายตัวได้ แม้เผชิญความผันผวนจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน พร้อมปรับเกมธุรกิจสู่โหมด “คุณภาพ–คล่องตัว–นวัตกรรม” มุ่งเติบโตอย่างยั่งยืนระยะยาว วางเป้ายอดขาย 4,200 ล้านบาท เตรียมเปิด 4–6 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 3,500–4,500 ล้านบาท ครอบคลุมทาวน์โฮม บ้านแนวคิดใหม่ และบ้านเดี่ยวระดับราคา 2–12 ล้านบาท เจาะดีมานด์ผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงในทำเลศักยภาพ

ไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ “LALIN” ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพภายใต้แนวคิด “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงปีก่อน โดย IMF และ World Bank ประเมินเติบโตในกรอบ 2.6–3.3% แต่ยังมีความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดระหว่างประเทศ และมาตรการกีดกันทางการค้าที่ต้องติดตาม

สำหรับเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวต่ำกว่าปี 2568 และอาจต่ำกว่า 2% จากปัญหาเชิงโครงสร้าง ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่กระทบการส่งออก รวมถึงกำลังซื้อครัวเรือนที่ยังจำกัดจากหนี้ระดับสูง อย่างไรก็ดี ยังมีแรงหนุนจากภาคท่องเที่ยว การลงทุนเอกชนที่ได้อานิสงส์โครงการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เม็ดเงินหมุนเวียนช่วงเลือกตั้ง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังได้รัฐบาลเสียงข้างมากที่มีเสถียรภาพ

ในปี 2568 ตลาดอสังหาริมทรัพย์หดตัวกว่า 17% จากกำลังซื้อที่ลดลงและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ปี 2569 คาดว่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามภาวะเศรษฐกิจ แม้กำลังซื้อยังอ่อนแอ แต่ปัจจัยบวกคืออุปทานลดลง หลังผู้ประกอบการชะลอเปิดโครงการใหม่ ทำให้ตลาดเข้าใกล้จุดสมดุล ลดความเสี่ยง Oversupply และการแข่งขันจะเหลือผู้ประกอบการมืออาชีพที่เน้นคุณภาพโครงการ การบริหารต้นทุน และเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะบริษัทที่มีหนี้ต่อทุนต่ำจะได้เปรียบ

สำหรับปี 2569 ยังเป็นปีท้าทาย ลลิลจึงต้องเติบโตบนฐานความมั่นคงระยะยาว โดยเลือกทำเลอย่างแม่นยำ พัฒนาในทำเลเดิมที่สินค้าหมด รักษาและเพิ่ม Market Share ในบางพื้นที่ มุ่งพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง ออกแบบสินค้าให้สอดคล้องกำลังซื้อ ควบคู่การคุมต้นทุนและบริหารความเสี่ยงทางการเงินอย่างรัดกุม บริษัทมีหนี้ต่อทุนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม มีวงเงินสำรองจากธนาคารหลายแห่ง และไม่พึ่งพาแหล่งทุนเดียว จึงรองรับทั้งการขยายธุรกิจและชำระหนี้ได้อย่างเพียงพอ

“สำหรับแผนการเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประมาณ 4 – 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวมราว 3,500 – 4,500 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายที่ 4,200 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ 3,350 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการกระจายโครงการในทำเลที่มีศักยภาพ และสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่” ไชยยันต์ กล่าว

ด้านชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ วางกลยุทธ์ดำเนินธุรกิจปี 2569 ภายใต้ 3 แกนหลัก ได้แก่ การพัฒนาโครงการที่เน้นคุณภาพชีวิตและนวัตกรรม การยกระดับการตลาดดิจิทัลและการดูแลลูกค้าแบบครบวงจร และการปรับองค์กรสู่ความยืดหยุ่นเพื่อรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ

ในด้านการพัฒนาโครงการ บริษัทฯ ปรับดีไซน์บ้านและระบบสาธารณูปโภคให้ทันสมัย โดยเฉพาะการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ส่วนกลางและสำนักงานขาย การจัดจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) การพัฒนาระบบบ้านเย็นเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ตลอดจนคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้างผ่านกิจกรรม CSR และการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งบริษัทได้รับการประเมิน CG Rating ระดับ 5 ดาวจาก IOD สะท้อนการบริหารงานที่โปร่งใสและมุ่งเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ด้านผลิตภัณฑ์ บริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาแบบบ้านภายใต้แนวคิด Colonial Design ต่อเนื่อง หลังผลสำรวจความพึงพอใจพบว่าได้รับการตอบรับสูงจากลูกค้า พร้อมเสริมฟังก์ชัน Smart และ Flexible Function เช่น ห้องนอนชั้นล่างรองรับผู้สูงอายุ หรือปรับเป็นห้องทำงานและห้องเรียนออนไลน์ได้ สอดคล้องพฤติกรรมการใช้ชีวิตยุคใหม่ ขณะเดียวกันบริษัทมุ่งทรานส์ฟอร์มองค์กร เพิ่มความคล่องตัวและนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการ เพื่อรับมือปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศที่ยังมีความผันผวน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งกลุ่มโรงพยาบาล ค้าปลีก ของตกแต่งบ้าน ร้านอาหาร ท่องเที่ยว และความบันเทิง เพื่อมอบสิทธิพิเศษให้ลูกบ้าน สะท้อนแนวคิดการเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรและลูกค้า สำหรับกลยุทธ์แบรนด์ในปี 2569 บริษัทฯ คงพอร์ต 5 แบรนด์ ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ราคาตั้งแต่ 2–12 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์หลักของบริษัท ได้แก่ ไลโอ, แลนซีโอ, บ้านลลิล, และลลิล รีนวิลล์ รองรับความต้องการตลาดแนวราบที่ยังมีดีมานด์ต่อเนื่อง โดยบริษัทเชื่อมั่นว่าแผนธุรกิจดังกล่าวจะช่วยผลักดันการเติบโตและสร้างความแข็งแกร่งในปี 2569 ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

ในปี 2569 เป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งจากภายในองค์กร ทั้งด้านคุณภาพสินค้า ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความสามารถในการปรับตัวเชิงกลยุทธ์และรักษาสภาพคล่อง  บริษัทฯ จึงเดินหน้าพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” ชูรัชฏ์ กล่าว