มาสเตอร์ แปลน 101 ปรับเกมรุกบ้านไฮเอนด์ ชูบริการสร้างบ้านครบวงจร ตั้งเป้าโต 25% ปีหน้า
ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของธุรกิจรับสร้างบ้าน ท่ามกลางแรงกดดันจากระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังทรงตัวสูงและกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งตลาดบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม และตลาดรับสร้างบ้านโดยตรง โดยภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านทั่วประเทศหดตัวจากมูลค่าประมาณ 213,000 ล้านบาท เหลือราว 190,000 ล้านบาท หรือปรับลดลงประมาณ 11%
ข้อมูลตลาดยังสะท้อนแรงกดดันชัดเจนในกลุ่มผู้ประกอบการที่เน้นลูกค้าระดับกลาง–บน ซึ่งมียอดขายลดลงมากกว่าค่าเฉลี่ยตลาดที่ราว 18% ขณะที่ตลาดบ้านหรูระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปหดตัวแรงถึง 35% จากพฤติกรรมผู้มีกำลังซื้อสูงที่ชะลอการตัดสินใจลงทุน เพื่อรอความชัดเจนของทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป
บริษัท มาสเตอร์ แปลน 101 จำกัด รายงานผลประกอบการปี 2568 ปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดบ้านระดับบน โดยทำยอดขายได้ 675 ล้านบาท ลดลง 25% จากปีก่อนหน้าที่ทำได้ 900 ล้านบาท สะท้อนผลกระทบจากกำลังซื้อในกลุ่มสินทรัพย์มูลค่าสูงที่ชะลอตัว

ตุนสัญญาระยะยาว หนุนรายได้ล่วงหน้า ดันเป้าโต 25%
อนันต์กร อมรวาที กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ แปลน 101 จำกัด เปิดเผยว่า แม้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจเต็มไปด้วยปัจจัยลบและความไม่แน่นอน แต่บริษัทยังคงควบคุมต้นทุนและบริหารโครงการได้ตามแผน โดยยอดขายที่อ่อนตัวลงในปี 2568 ถือเป็นการปรับฐานตามภาวะตลาดมากกว่าการหดตัวเชิงโครงสร้าง และยังสะท้อนความต่อเนื่องของกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการสร้างบ้านจริง ไม่ใช่การเก็งกำไร
สำหรับทิศทางปี 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 843 ล้านบาท เติบโตประมาณ 25% จากปีก่อน โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากพอร์ตโครงการบ้านหรูขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างดำเนินการมูลค่า 1,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาระยะยาวเฉลี่ยราว 2 ปี ทำให้มองเห็นรายได้ล่วงหน้าค่อนข้างชัดเจน เสริมด้วยฐานข้อมูลลูกค้าศักยภาพกว่า 300 ราย มูลค่ารวมราว 3,000 ล้านบาท ที่ผ่านการคัดกรองและคาดว่าจะตัดสินใจก่อสร้างจริงในปีถัดไปประมาณ 1,000 ล้านบาท
ขยายฐานลูกค้าต่างจังหวัด โฟกัสกลุ่มมั่งคั่ง ลดผันผวนตาม GDP
ควบคู่กับแผนการใช้งบการตลาดเชิงรุกเกือบ 20 ล้านบาทต่อปี ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ อีกหนึ่งแกนกลยุทธ์สำคัญคือการขยายฐานตลาดไปยังต่างจังหวัด โดยโฟกัสโครงการบ้านระดับลักชัวรีที่มีมูลค่าต่อหลังค่อนข้างสูงในช่วงประมาณ 50–300 ล้านบาท ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่เชื่อมโยงกับความมั่งคั่งของเจ้าของกิจการและนักธุรกิจในพื้นที่ มากกว่าการอิงภาวะการเติบโตของ GDP โดยตรง ทำให้ทิศทางความต้องการมีลักษณะเฉพาะและผันผวนน้อยกว่าตลาดแมสในบางช่วงเศรษฐกิจ โดยบริษัทประเมินว่าความชัดเจนทางนโยบายเศรษฐกิจและเสถียรภาพภาครัฐจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการฟื้นความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุนของลูกค้าในช่วงถัดไป
ชูบริการครบวงจร เร่งสร้าง–ลดความซับซ้อน
บริษัท มาสเตอร์ แปลน 101 จำกัด ปรับยุทธศาสตร์รุกตลาดบ้านระดับไฮเอนด์ ด้วยการประกาศสโลแกนใหม่ “Master Plan 101 : ที่สุดแห่งการสร้างบ้านหรู” และวางบทบาทเป็นผู้ให้บริการสร้างบ้านแบบครบวงจร ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการแทนลูกค้าในทุกขั้นตอน ตั้งแต่งานออกแบบ ก่อสร้าง ตกแต่งภายใน และภูมิทัศน์ เป้าหมายหลักคือการลดความซับซ้อนของกระบวนการและระยะเวลาดำเนินงาน สำหรับลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับเวลาและความชัดเจนของแผนงาน
นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดบริการเร่งรัดกระบวนการทำงานแบบบูรณาการ โดยเชื่อมทุกส่วนงานให้เดินหน้าในทิศทางเดียวกัน ช่วยให้ขั้นตอนออกแบบและจัดทำสัญญาสรุปได้ภายใน 7 วัน เริ่มก่อสร้างได้ภายใน 60 วัน และกำหนดกรอบส่งมอบบ้านพร้อมตกแต่งภายในและสวนแล้วเสร็จภายใน 18 เดือน สำหรับบ้านขนาดไม่เกิน 1,000 ตารางเมตร

เปิด 3 แบบบ้านลักชัวรีใหม่ ผสานดีไซน์เฉพาะตัว–เทคโนโลยียั่งยืนครบระบบ
ในปีเดียวกัน ยังมีการเปิดตัวแบบบ้านคอลเลกชันใหม่ 3 สไตล์ ภายใต้แนวคิดลักชัวรีควบคู่ความยั่งยืน ได้แก่ The Empire Gold คฤหาสน์สไตล์คลาสสิกตะวันตกสำหรับครอบครัวหลายเจเนอเรชัน บนที่ดินประมาณ 5 ไร่ ราคาเริ่มต้น 290 ล้านบาท และพัฒนาในรูปแบบเฉพาะหลังเดียว, Milano Brown บ้านแนวตั้งรูปแบบ Vertical Mansion บนที่ดินราว 1 ไร่ครึ่ง ราคาเริ่มต้น 55 ล้านบาท เน้นพื้นที่สีเขียวและความเป็นส่วนตัวในเขตเมือง และ Gold Sand บ้านดีไซน์ Modern Iconic เส้นสายโค้งมน บนที่ดินประมาณ 300 ตารางวา ราคาเริ่มต้น 39 ล้านบาท ออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแสงและการระบายอากาศ
ภายใต้การเปิดตัวแบบบ้านทั้งหมด มาสเตอร์ แปลน 101 ยังคำนึงถึงความยั่งยืนในระยะยาวด้วยการติดตั้งชุดเทคโนโลยี Master Intelligence ซึ่งรวมระบบพลังงานแสงอาทิตย์และกักเก็บพลังงาน ระบบควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคาร ระบบสั่งงานอุปกรณ์ด้วย AI และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และรองรับการอยู่อาศัยระยะยาว

