“สิงห์ เอสเตท” กางแผนปี 69 ชู 3 กลยุทธ์ STRONG FOUNDATION ปั้นพอร์ตอสังหาฯ คุณภาพ รับเศรษฐกิจโลกผันผวน
บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ผู้พัฒนาและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล ประกาศแผนธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด “STRONG FOUNDATION, SCALING THE FUTURE” โดยมุ่งต่อยอดความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ที่อยู่อาศัย โรงแรม อสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า และนิคมอุตสาหกรรม พร้อมเดินหน้าเสริมฐานกำไรจากธุรกิจรายได้ประจำ ขยายการเติบโตผ่านพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และรักษาวินัยทางการเงิน ควบคู่กับการพัฒนาและรีแบรนด์สินทรัพย์เดิมเพื่อยกระดับมูลค่า โดยตั้งเป้ารักษาสัดส่วนรายได้ประจำในระดับ 70% ของพอร์ต และผลักดันรายได้รวมทั้งปีให้เติบโตทะลุ 14,000 ล้านบาท

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจไทยและความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เริ่มส่งผลต่อทิศทางการลงทุนและภูมิทัศน์ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานกำไรที่แข็งแกร่ง ผ่านการพัฒนา “ธุรกิจเชิงคุณภาพ” ควบคู่กับการทำความเข้าใจ “ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า” ในแต่ละกลุ่มธุรกิจ ซึ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในยุคปัจจุบัน
ในปี 2569 บริษัทวาง 3 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ สำหรับกลยุทธ์แรก “STRENGTHEN THE PROFIT ENGINE” บริษัทมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของฐานกำไรจากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ ซึ่งปัจจุบันธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงานสร้างรายได้รวมกันราว 70% ของพอร์ตโฟลิโอ โดยธุรกิจโรงแรมภายใต้บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR ทำกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในปี 2568 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 615 ล้านบาท หลังโรงแรมในประเทศไทยและสาธารณรัฐฟิจิที่ปรับปรุงในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบและได้รับการตอบรับที่ดี บริษัทจึงเตรียมเดินหน้าเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในโรงแรมสำคัญ เช่น มัลดีฟส์และสหราชอาณาจักร เพื่อยกระดับอัตราค่าห้องพักและเสริมฐานรายได้ระยะยาว
ขณะเดียวกัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า ซึ่งเป็นอีกกลจักรสำคัญในการสร้างรายได้ประจำ บริษัทเดินหน้าพัฒนาอาคารสำนักงานสู่แนวคิด “Seamless Work-Life Destination” รองรับรูปแบบการทำงานยุคใหม่ที่ผสานพื้นที่ทำงานเข้ากับคุณภาพชีวิต โดยมุ่งรักษาอัตราการเช่าให้อยู่ในระดับสูงผ่านการขยายฐานผู้เช่าใหม่ควบคู่กับการดูแลผู้เช่าหลัก ปัจจุบันอาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ และเอส เมโทร มีอัตราการเช่าสูงกว่า 90% ส่วนอาคารเอส โอเอซิสมีอัตราการเช่าราว 56% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 70% ภายในสิ้นปี ผ่านการพัฒนาอาคารและคอมมูนิตี้รอบพื้นที่ทำงานให้ตอบโจทย์แนวคิด “Work well, Live well, Stay well”

อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตคือ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม โดยบริษัทมุ่งเน้นการขายที่ดินให้กับลูกค้าเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่มผู้พัฒนา Hyperscale Data Center ที่เติบโตตามความต้องการคลาวด์ AI และบริการดิจิทัลในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก บริษัทตั้งเป้าจำหน่ายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมเอส อ่างทอง ราว 200–400 ไร่ ซึ่งมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบไฟฟ้า น้ำประปา และโครงข่ายไฟเบอร์ออปติก นอกจากรายได้จากการขายที่ดินแล้ว ยังสามารถต่อยอดรายได้จากการจำหน่ายสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้าและน้ำประปา ให้กับลูกค้าได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
สำหรับกลยุทธ์ที่สอง “SCALING THROUGH PARTNERSHIPS” บริษัทมุ่งขยายการเติบโตผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อลดความเสี่ยงด้านการลงทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน โดยที่ผ่านมาได้เห็นความสำเร็จจากการร่วมพัฒนาโครงการหลายแห่ง เช่น โครงการ วัน ริเวอร์ พระราม 3 มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ที่มียอดขายแล้วกว่า 98% และโครงการ ดิ เอส สุขุมวิท 36 มูลค่า 6,000 ล้านบาท ที่สามารถโอนปิดโครงการได้ทั้งหมดแล้ว สะท้อนถึงศักยภาพของการพัฒนาโครงการผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากล
ส่วนกลยุทธ์ที่สาม “STRONG FUNDING CAPABILITY” บริษัทให้ความสำคัญกับการรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินและวินัยทางการเงิน โดยบริหารแหล่งเงินทุนระหว่างสินเชื่อจากสถาบันการเงินประมาณ 70% และหุ้นกู้ 30% เพื่อสร้างสมดุลด้านต้นทุนทางการเงินและความยืดหยุ่นในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ปัจจุบันบริษัทได้รับวงเงินสนับสนุนจากสถาบันการเงินกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันการเงินที่มีต่อศักยภาพการเติบโตของบริษัทในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรตามแนวทาง ESG in Practice ที่มุ่งสร้างคุณค่าทั้งต่อธุรกิจและความยั่งยืน โดยได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ปี 2025 ระดับ AAA ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินจากวงเงิน Sustainability Linked Loan กว่า 3,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันโครงการ CROSSROADS Maldives อยู่ระหว่างผลักดันขึ้นทะเบียนพื้นที่อนุรักษ์ OECMs ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและเพิ่มโอกาสดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
“เรามีรากฐานที่แข็งแกร่งจากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม 18 แห่งใน 5 ประเทศ และอาคารสำนักงานรวม 5 โครงการ ซึ่งช่วยสร้างเสถียรภาพและทำหน้าที่เสมือนกันชนรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจ พร้อมสร้างโอกาสเติบโตผ่านธุรกิจรายได้ไม่ประจำ ทั้งโครงการที่อยู่อาศัย 9 โครงการ และนิคมอุตสาหกรรมเอส อ่างทอง โดยทั้ง 4 ธุรกิจหลักถูกวางเป็น “พอร์ตโฟลิโอเชิงคุณภาพ” ที่สร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงของรายได้และการเติบโตในระยะยาว” ชัยรัตน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ไมเคิล มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR กล่าวว่า ความตึงเครียดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านเริ่มส่งผลต่อการเดินทางทางอากาศในตะวันออกกลาง หลังหลายสนามบินสำคัญในภูมิภาค เช่น ดูไบ อาบูดาบี และกาตาร์ ต้องปิดให้บริการชั่วคราวหรือปรับแผนการบิน ส่งผลให้ผู้โดยสารบางส่วนต้องเปลี่ยนเส้นทางการบินหรือเลื่อนกำหนดการเดินทาง
ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนมายังธุรกิจโรงแรม โดยมีทั้งการยกเลิกการจองจากนักท่องเที่ยวบางส่วน ขณะที่นักท่องเที่ยวบางกลุ่มต้องขยายระยะเวลาการเข้าพัก เนื่องจากไม่สามารถเดินทางกลับผ่านเส้นทางตะวันออกกลางได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีการจองใหม่สำหรับการเดินทางในอนาคตเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมความต้องการเดินทางยังคงอยู่ในระดับที่ดี
ผู้ประกอบการจึงใช้แนวทาง “ความยืดหยุ่น” เป็นกลยุทธ์สำคัญในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน ทั้งการเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลื่อนการจองออกไปได้ และการทำงานร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักเดินทาง แม้จะมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่อัตราการเข้าพักของโรงแรมในเครือยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าความต้องการเดินทางยังคงแข็งแกร่ง

