CPANEL เดินหน้าติดตั้งเครื่องจักรใหม่ เพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2 เท่า รองรับตลาดอสังหาฯ ฟื้นตัวในปีหน้า

บริษัท ซีแพนเนล จำกัด (มหาชน) หรือ CPANEL ผู้ผลิตและจำหน่ายผนังคอนกรีตสำเร็จรูป สำหรับงานก่อสร้างทุกประเภท ทั้งโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้เครื่องหมายการค้า “CPanel” ซึ่งผลิตด้วยเทคโนโลยี และเครื่องจักรการผลิตระบบอัตโนมัติ Fully Automatic เผยเตรียมติดตั้งเครื่องจักรใหม่คาดแล้วเสร็จไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ.2566 ซึ่งจะช่วยขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 5-10% รองรับการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ พร้อมแจงผลการดำเนินงานปี พ.ศ.2564 มั่นใจทำรายได้ตามเป้าที่ปรับใหม่ไม่ต่ำกว่า 35%

ชาคริต ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีแพนเนล จำกัด (มหาชน) หรือ CPANEL กล่าวว่า จากผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนปี พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีรายได้รวม 220.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.30% และมีกำไรสุทธิ 20.19 ล้านบาท ส่วนผลประกอบการไตรมาส 3 ปี พ.ศ. 2564 บริษัทฯ มีรายได้รวม 63.40 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 43.80% และมีกำไรสุทธิ 3.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 345.32% ส่วนในไตรมาสที่ 4 ปี พ.ศ. 2564 ขณะนี้มีกำลังซื้อจากลูกค้าทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่องทั้งโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวราบและแนวสูง มั่นใจว่าการดำเนินงานในปี พ.ศ.2564 นี้บริษัทฯ จะสามารถทำรายได้ตามเป้าที่ปรับใหม่ไม่ต่ำกว่า 35%

สำหรับผลประกอบการของบริษัทฯ เติบโตอย่างต่อเนื่องเนื่องจากฐานกำไรในปีพ.ศ. 2563 อยู่ในระดับต่ำ จากลูกค้าของบริษัทฯ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ส่งผลให้คำสั่งซื้อของบริษัทฯ ลดลง แต่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับปกติในช่วงไตรมาส 4 ปี พ.ศ.2563 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับในช่วงไตรมาส 3 ปี พ.ศ.2564 บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายจากการเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ 2.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว โดยหากดูเฉพาะกำไรจากการดำเนินงานจะอยู่ที่ระดับ 6.2 ล้านบาท ถือว่าเติบโตเพิ่มขึ้น 7.59 ล้านบาท

ชาคริต กล่าวถึงแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ว่า เพื่อรองรับความต้องการของตลาดอสังหาริมทรัพย์ จากการที่ภาครัฐมีมาตรการปลดล็อค LTV ออกมากระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้มีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ ปรับแผนการลงทุนโครงการใหม่ให้เร็วขึ้น เพื่อรองรับกำลังซื้อผู้บริโภคที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการแข่งขันของผู้ประกอบการในปัจจุบันจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับกลยุทธ์ลดต้นทุนการก่อสร้าง ลดจำนวนแรงงาน บริหารความเสี่ยง ลดเวลาการก่อสร้าง รวมถึงใช้วัสดุที่ทำให้การก่อสร้างเสร็จเร็วมากขึ้น ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้มีแผนการก่อสร้างโรงงานเฟสที่ 2 ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกับเฟสแรก เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2 เท่า รองรับแนวโน้มการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีสัญญาณฟื้นตัวในปีพ.ศ.2565 และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบการผลิต สามารถผลิต Precast Concrete ได้รวดเร็วมากขึ้น และขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 5-10%

“ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีพ.ศ. 2565 คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตได้ที่ประมาณ 10-15% เนื่องจากผู้ประกอบการเร่งระบายสต็อก และขยายการเติบโตตามหัวเมืองใหญ่ โดยเฉพาะเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ในส่วนของกำลังซื้อผู้บริโภคเชื่อว่ามีแนวโน้มฟื้นตัวในหลายพื้นที่ ส่งผลให้โครงการบ้านยังเป็นที่ต้องการของทุกๆกลุ่มผู้บริโภค ปัจจุบันด้วยภาพรวมของการแข่งขันที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นที่จะต้องปรับกลยุทธ์ลดต้นทุนการก่อสร้างลดจำนวนแรงงาน บริหารความเสี่ยง และลดเวลาการก่อสร้างรวมถึงใช้วัสดุที่ทำให้การก่อสร้างเสร็จเร็วมากขึ้น” ชาคริต กล่าว

ปัจจุบัน บริษัทฯได้รับงานใหม่จากลูกค้ารายเดิม และลูกค้ารายใหม่ 7 โครงการ ประกอบด้วย Motif Townhouse, สัมมากร คู้บอน, พาโน เซน, Victoria, แสนสิริ K- series อ่อนนุช, TMT Land และ กานดา ลำลูกกา คลอง 2 มูลค่ารวมกว่า 199 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการเจรจาลูกค้าประเภทแนวราบและแนวสูงอีกหลายราย คาดว่าจะเห็นความชัดเจนเร็วๆนี้

Leave a Reply

Your email address will not be published.