Re:Build ทางลัดลดคาร์บอนของเมืองใหญ่ เมื่ออาคารเก่าคือกุญแจ Net Zero ไทย
ภาคอาคารและการก่อสร้างกำลังถูกจับตามองในฐานะแหล่งปล่อยคาร์บอนรายใหญ่ของโลก คิดเป็นราว 37% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยเฉพาะอาคารเก่าที่ใช้งานต่อเนื่องยาวนาน และการรื้อถอนเพื่อสร้างใหม่ ซึ่งก่อให้เกิด embodied carbon ตั้งแต่ขั้นตอนผลิตวัสดุ ขนส่ง ไปจนถึงกระบวนการก่อสร้าง
ในบริบทของกรุงเทพมหานคร อาคารกว่า 70% มีอายุเกิน 20 ปี และตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพใกล้ระบบขนส่งมวลชน หากเลือกแนวทางรื้อแล้วสร้างใหม่ เมืองจะต้องแบกรับคาร์บอนจำนวนมหาศาลตั้งแต่ต้นทาง ขณะที่การปรับปรุงอาคารเดิม หรือ Re:Build กลับเป็นทางเลือกที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ทันที และยังสร้างมูลค่าเศรษฐกิจอย่างคุ้มค่า
เวที The NOVA Community x 50th EEC Anniversary จึงถูกจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Re:Build พลิกโฉมอาคารเก่าเพื่อโลกไร้คาร์บอน” เพื่อเชื่อมโยงนโยบาย เงินทุน และเทคโนโลยี สู่การยกระดับภาคอาคารไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.เกชา ธีระโกเมน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค จำกัด กล่าวว่า ตลอดกว่า 50 ปีที่ผ่านมา EEC ทำหน้าที่เป็นวิศวกรที่ปรึกษาในโครงการสำคัญทั้งในและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการออกแบบที่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน ประสิทธิภาพพลังงาน คุณภาพอากาศ และความปลอดภัยของอาคาร พร้อมเน้นย้ำว่า อาคารเดิมของไทยมีศักยภาพสูงในการลดคาร์บอน หากเริ่มต้นอย่างถูกจุดและลงทุนในระบบที่ให้ผลตอบแทนชัดเจน
ดร.เกชา ระบุว่า การอัปเกรดอาคารสามารถลดการใช้พลังงานได้ 20–40% และในบางกรณีมากกว่า 50% ซึ่งหมายถึงการลดต้นทุนและลดคาร์บอนไปพร้อมกัน โดยควรเริ่มจากระบบที่เห็นผลเร็วและวัดผลได้ เช่น ระบบบริหารจัดการอาคารอัจฉริยะ ระบบปรับอากาศและ HVAC ซึ่งใช้พลังงานสูงถึง 40–60% ของอาคาร และสามารถลดได้ 15–30% รวมถึงระบบน้ำและปั๊มที่ช่วยลดการใช้น้ำและพลังงาน
เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยลดคาร์บอน และยังยกระดับคุณภาพอากาศ สุขภาวะผู้ใช้อาคาร และประสบการณ์การใช้งาน ซึ่งสะท้อนกลับมาเป็นมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว
ขณะเดียวกันในยุคที่กฎหมายสิ่งแวดล้อมและมาตรการด้านคาร์บอนกำลังเข้มข้นขึ้น การ Re:Build จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลยุทธ์เศรษฐกิจเมือง ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า และสร้างความสามารถแข่งขันให้ประเทศ พร้อมสนับสนุนเป้าหมาย Thailand Net Zero Carbon 2050 อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ยังแน่นย้ำ ว่าภาคอาคารปล่อยคาร์บอน 37% ของโลก โดยอาคารเก่าและการรื้อถอนเป็นแหล่งคาร์บอนสำคัญ การ Re:Build สามารถลดพลังงานได้ 20–50% และลดคาร์บอนได้ทันที ดร.เกชาฯ จึงได้เสนอเริ่มจากระบบอาคารอัจฉริยะ HVAC และระบบน้ำ เพื่อให้เห็นผลเร็วและคุ้มค่า พร้อมยกระดับมูลค่าอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจเมือง
อีกทั้งในเวทีเสวนายังได้กล่าวถึงประเด็นภาวะโลกร้อนและการปล่อยคาร์บอน ว่าด่วยเรื่องของสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นภัยคุกคามและความเสี่ยงระดับโลกที่องค์กรและภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีข้างหน้า และมองไปในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้น ๆ ของความเสี่ยงที่โลกต้องเผชิญ

เวทีเสวนานี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์จะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลดคาร์บอนได้อย่างไร เราจะสามารถยกระดับและปรับปรุงอาคารเดิมให้สอดคล้องกับแนวทางคาร์บอนต่ำได้อย่างไร? และที่สำคัญการลงทุนในด้านนี้จะคุ้มค่าทางธุรกิจและความยั่งยืนในระยะยาวหรือไม่?
สาร์รัฐ ประกอบชาติ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวถึงทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศว่า การขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้าสูง คิดเป็นราว 25% ของการใช้ไฟฟ้ารวมในปี 2568
ที่ผ่านมา แผนพลังงานชาติเดิมวางกรอบเป้าหมายไว้ถึงปี 2065 แต่ปัจจุบันต้องเร่งให้เร็วขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทโลกและพันธสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศ โดยนโยบายพลังงานได้เชื่อมโยงทุกมิติ ทั้งการผลิต การใช้ และการเดินทาง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน
ในเชิงโครงสร้าง แผนพลังงานของประเทศประกอบด้วย 5 แผนหลัก ได้แก่ แผนไฟฟ้า แผนอนุรักษ์พลังงาน แผนน้ำมัน แผนก๊าซธรรมชาติ และแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ซึ่งแต่ละแผนมีเป้าหมายร่วมกันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งสู่ Net Zero โดยขณะนี้ทุกแผนมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมทบทวนและปรับปรุงทิศทางตามสถานการณ์ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือความมุ่งมั่นในการเดินหน้าสู่ Net Zero อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ยังมีการปรับโครงสร้างการกำกับดูแลและการติดตามผล เพื่อให้ทุกองค์ประกอบของแผนพลังงานมีความสอดคล้องและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง
สำหรับภาคอาคารในอสังหาริมทรัพย์ ส่วนใหญ่ถูกกำหนดให้อยู่ภายใต้ แผนปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2567–2580 ซึ่งแบ่งมาตรการออกเป็น 3 กลไกหลัก ได้แก่ ภาคบังคับ ภาคส่งเสริม และภาคสนับสนุน
ในส่วน ภาคบังคับ จะมีการบังคับใช้มาตรฐานการจัดการพลังงานในอาคารควบคุม รวมถึงการบังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานด้านพลังงานหรือ Energy Code สำหรับอาคาร
ด้าน ภาคส่งเสริม จะเน้นการกำหนดมาตรฐานและการติดฉลากแสดงประสิทธิภาพของอุปกรณ์ การสนับสนุนทางการเงินและสิทธิประโยชน์ด้านภาษี การส่งเสริมนวัตกรรม เช่น IoT, Smart Building และ Big Data รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพอุปกรณ์ในระบบพลังงานทดแทน และการกำหนดมาตรฐานอนุรักษ์พลังงานสำหรับผู้ผลิตและจำหน่ายพลังงาน
ขณะที่ ภาคสนับสนุน จะมุ่งพัฒนาบุคลากร วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมในวงกว้าง โดยกรอบแผนในภาคอาคารยังสามารถปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมได้ตามสถานการณ์ในอนาคต
ทั้งนี้ อาคารเดิมถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญในการประหยัดพลังงาน แต่การขับเคลื่อนจะต้องอาศัยกลไกครบวงจร ทั้งกฎหมาย การเงิน มาตรการส่งเสริม และการสนับสนุน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยจำเป็นต้องสร้าง “อีโคซิสเต็มพลังงานในภาคอาคาร” ให้เกิดขึ้นจริง ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการลงมือทำอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน

เรืองราช กรุงทองพัฒนา หัวหน้าฝ่ายบริหารอาคารเชิงกลยุทธและสนับสนุนทางเทคนิค Asset WorldCorporation -AWC กล่าวในประเด็น พลิกศักยภาพอาคารเก่าสู่พลังขับเคลื่อน มุ่งสู่ Thailand Net Zelo Carbon 2025
AWC ได้ดำเนินธุรกิจภายใต้พันธกิจในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยยึดค่านิยมองค์กร 4 ประการ ได้แก่ Integrity การยึดมั่นในความซื่อสัตย์และความถูกต้องเป็นรากฐานขององค์กร Passion ความทุ่มเทและความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรม Result Oriented การมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และ Customer Centric & Caring การให้ความสำคัญกับลูกค้าและการตอบแทนสังคมเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว
ภายใต้แนวคิด “Better Planet” และ “VERTEX” บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีการผลิตพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 8,300 เมกะวัตต์ชั่วโมง และมีอาคารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารยั่งยืน เช่น LEED, WELL, Fitwel และ EDGE พร้อมตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และการหมุนเวียนทรัพยากร โดยให้ความสำคัญกับการปรับปรุงอาคารเดิมแทนการก่อสร้างใหม่เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ AWC ยังมุ่งบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการใช้พลังงานหมุนเวียน การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ การลดของเสีย และการบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพในโครงการพัฒนา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมอย่างยั่งยืน
จักรพันธ์ ภวังค์คะรัตน์ Head of Property Management บริษัท Jones Lang LaSalle (Thailand) หรือ JLL กล่าวว่า เทรนด์การปรับปรุงอาคารกำลังเพิ่มขึ้นตามความต้องการของคนรุ่นใหม่ ทำให้อาคารเก่าจำเป็นต้องเร่งอัปเกรดและปรับตัวสู่แนวทาง Green เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยการลงทุนปรับปรุงอาคารอย่างต่อเนื่องช่วยยกระดับคุณภาพอาคารและดึงดูดผู้เช่าในระยะยาว เจ้าของอาคารมุ่งพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก พื้นที่เชิงพาณิชย์ และมาตรฐานอาคารด้าน ESG และ Wellness รวมถึงลงทุนในระบบไอที ความปลอดภัย และเทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ โดยในปี 2025 คาดว่าจะมีพื้นที่สำนักงานที่ได้รับการปรับปรุงราว 430,000 ตารางเมตร และอาคารที่อัปเกรดแล้วมีอัตราการเช่าสูงกว่าอาคารทั่วไป เฉลี่ยประมาณ 75% พร้อมมีอาคารมากกว่า 5 แห่งที่คาดว่าจะแล้วเสร็จการปรับปรุงภายในปี 2025
ดร.วิชัย ณรงค์วณิชย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย (KBank) กล่าวว่า ภาคธนาคารได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยได้รับแรงขับจากทิศทางระดับโลกที่เชื่อมโยงประเด็นการเงินกับความยั่งยืน ธนาคารมองทั้งเรื่องความเสี่ยง และโอกาส มีความพร้อมต่อการประเมินลูกค้า และตั้งเป้าหมายปี 2050 เพื่อสนับสนุนสินเชื่อและการเปลี่ยนผ่านของลูกค้าไปสู่ธุรกิจ Green โดยย้ำว่าการให้เงินอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมุ่งให้บริการและสนับสนุนลูกค้าอย่างครบวงจร
ทั้งนี้ได้กำหนดเกณฑ์และขีดจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับอาคารใหม่และอาคารที่มีอยู่ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยอาคารใหม่ต้องผ่านโครงการรับรองระดับชาติหรือสากล และลดความเข้มข้นการใช้พลังงานหรือการปล่อยคาร์บอนอย่างน้อย 30% สำหรับอาคารขนาดต่ำกว่า 10,000 ตารางเมตร และ 20% สำหรับอาคารขนาดตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป โดยเกณฑ์ดังกล่าวอยู่ในช่วงระยะปรับตัวจนถึงปี 2040 ขณะที่การก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารที่เกี่ยวข้องกับการสกัด จัดเก็บ ผลิต และขนส่งเชื้อเพลิงฟอสซิลถูกจัดเป็นกิจกรรมที่ขัดต่อเป้าหมายการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามกรอบการจัดหมวดหมู่กิจกรรมสีเขียวปี 2024
พร้อมทั้งเดินหน้าขับเคลื่อนการเงินเพื่อความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Delivering Positive Impacts: Empowering the Transition” โดยตั้งเป้าขยายพอร์ตการเงินยั่งยืนสู่ระดับ 400,000–500,000 ล้านบาทภายในปี 2573 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม

