วสท. เปิดเวทีถก ‘ผู้รับผิดชอบหลัก’ คอยกำกับและบริหารโครงการก่อสร้างภาครัฐ ชี้การวินิจฉัยต้องพิจารณาทั้งระบบ
จากเหตุการณ์ “อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม” ได้กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า ความล้มเหลวของโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ไม่ได้เกิดจากบุคคลเพียงคนเดียว แต่เป็นผลจากกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง การควบคุมงาน ไปจนถึงการตรวจรับและกำกับดูแลของเจ้าของโครงการ จึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า “เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ระบบควรชี้ความรับผิดอย่างไร และใครควรเป็นผู้รับผิดชอบหลัก” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของงานสัมมนา หัวข้อ “ปัญหาผู้รับผิดชอบหลักในการกำกับและบริหารโครงการก่อสร้างภาครัฐ” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ในงาน Engineering Expo 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นพดล ใจซื่อ นายกสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ควบคุมงานในโครงการภาครัฐไม่ใช่เพียงผู้ตรวจสอบคุณภาพงานก่อสร้าง แต่เป็น “ผู้แทนของผู้ว่าจ้าง” ที่มีหน้าที่คุ้มครองผลประโยชน์ของรัฐ กำกับให้การก่อสร้างเป็นไปตามสัญญา หลักวิชาการ และมาตรฐานวิชาชีพ โดยอำนาจดังกล่าวมีขอบเขตชัดเจน คือสามารถสั่งให้ผู้รับจ้างแก้ไขหรือระงับงานเมื่อพบความเสี่ยงได้ แต่ไม่สามารถดำเนินงานแทนผู้รับจ้างหรือสั่งการที่ก่อให้เกิดภาระงบประมาณเพิ่มเติมได้โดยลำพัง อีกทั้งอำนาจหน้าที่ของผู้ควบคุมงานยังผูกพันอยู่กับเงื่อนไขของสัญญาและขอบเขตงาน (TOR) ซึ่งแต่ละหน่วยงานกำหนดแตกต่างกัน ส่งผลให้การพิจารณาความรับผิดต้องอาศัยข้อกำหนดของแต่ละโครงการเป็นสำคัญ
สำหรับกรณีอาคาร สตง. นพดล วิเคราะห์ว่า ความบกพร่องทางเทคนิคมีปัจจัยหลักอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ การออกแบบโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับความสมมาตรของอาคาร (Core Symmetry) การไม่ปรับปรุงแบบก่อสร้างให้สอดคล้องกับกฎหมายหรือมาตรฐานใหม่ที่ประกาศใช้ในขณะนั้น และปัญหาคุณภาพคอนกรีต โดยแม้ว่าผลทดสอบคอนกรีตจากโรงงานจะผ่านมาตรฐาน แต่ผลการเจาะตรวจสอบคอนกรีตจริงในโครงสร้าง (Coring) กลับพบว่าคุณภาพไม่เป็นไปตามเกณฑ์ สะท้อนว่าการควบคุมคุณภาพในภาคสนามเป็นอีกประเด็นที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด
หลักการพิจารณาความรับผิดและการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกด้วยเทคโนโลยี

ด้าน ดร.ประยุทธ ไกรปราบ ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำที่ 1 กรมทรัพยากรน้ำ และกรรมการกฎหมายและจรรยาบรรณ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) กล่าวว่า การพิจารณาความรับผิดต้องเริ่มจากการตรวจสอบว่าแต่ละฝ่ายมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอย่างไร มีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ การกระทำนั้นเกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ และเป็นเหตุโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ ไม่ใช่เริ่มจากการระบุว่าใครควรเป็นผู้รับผิด
กรณีอาคาร สตง. ถือเป็น “เคสคลาสสิก” ที่แสดงให้เห็นว่าแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว แม้มีศูนย์กลางอยู่ห่างออกไปกว่า 1,000 กิโลเมตร ก็อาจเป็นเพียง “ตัวกระตุ้น” ที่เปิดเผยข้อบกพร่องซึ่งสะสมอยู่ภายในโครงสร้าง มากกว่าจะเป็นสาเหตุเพียงปัจจัยเดียวของความเสียหาย ดังนั้น กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจึงต้องครอบคลุมผู้เกี่ยวข้อง 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ออกแบบ ผู้รับจ้าง ผู้ควบคุมงาน และเจ้าของโครงการหรือคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ โดยแต่ละฝ่ายต้องพิสูจน์ว่าปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนตามกฎหมาย มาตรฐานวิชาชีพ และเงื่อนไขของสัญญาหรือไม่

สิงห์ มิตรตระกูลกิจ รองประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการสายงานบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง บริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด และกรรมการกฎหมายและจรรยาบรรณ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) กล่าวว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนว่าการควบคุมงานในโครงการขนาดใหญ่จำเป็นต้องอาศัยที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อรองรับเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ซับซ้อนมากขึ้น พร้อมเสนอให้ปรับรูปแบบการควบคุมงานจากการแก้ปัญหาภายหลัง มาเป็นการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก (Proactive) ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการติดตามความเสี่ยง ควบคู่กับการจัดทำบันทึกการปฏิบัติงาน (Log) อย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกขั้นตอน
“การควบคุมงานจึงต้องให้ความสำคัญตั้งแต่วิธีการก่อสร้าง (Method of Construction) การบันทึกหลักฐาน และการติดตามรายละเอียดในทุกขั้นตอน เพราะบทเรียนจากหลายโครงการพบว่า ความเสียหายขนาดใหญ่จำนวนมากไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดครั้งเดียว หากแต่เกิดจากข้อบกพร่องเล็ก ๆ ที่ถูกปล่อยผ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นความเสียหายที่ไม่อาจย้อนกลับได้” สิงห์ กล่าว

