News

กรมศุลกากร ยกระดับมาตรการสกัดยาเสพติดข้ามชาติ ใช้ ‘เครื่องเอกซเรย์–สุนัข K9’ ปิดช่องลักลอบส่งออก

กรมศุลกากรเดินหน้าปรับบทบาทรับความท้าทายจากการที่ไทยเป็นศูนย์กลางคมนาคมและการค้าของภูมิภาค ด้วยการยกระดับการตรวจสอบสินค้าขาออก ใช้ระบบบริหารความเสี่ยงและฐานข้อมูลขนาดใหญ่คัดกรองตู้สินค้าและผู้โดยสารกลุ่มเสี่ยง เพิ่มเครื่องเอกซเรย์ สุนัข K9 และความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสกัดขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ

กรมศุลกากรยกระดับการตรวจสอบสินค้าขาออก สกัดไทยเป็นทางผ่านยาเสพติด

พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยเน้นการตรวจสอบขาออกอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่อาศัยข้อได้เปรียบทางด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ทั้งระบบคมนาคมขนส่ง ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในการลักลอบขนส่งสิ่งผิดกฎหมายไปยังประเทศปลายทาง ซึ่งจากการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ตั้งแต่ 1 ตุลาคม ถึง 30 มิถุนายน) กรมศุลกากรสามารถตรวจยึดเครื่องยาเสพติดได้น้ำหนักรวมหลายตัน คิดเป็นมูลค่าต้นทางประมาณ 700-800 ล้านบาท จากการจับกุมหลายร้อยคดี และหากรวมมูลค่าสินค้าผิดกฎหมายประเภทอื่น ๆ จะมีมูลค่ารวมสูงถึงประมาณ 5,000 ล้านบาท

“บ้านเราอาจจะโชคร้าย เราไม่ใช่แหล่งผลิต แต่ว่าเราอยู่ใกล้แหล่งผลิตยาเสพติดที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ประเทศไทยถูกขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติใช้เป็นทางผ่านหลักในการลำเลียงสินค้าผิดกฎหมายไปสู่ตลาดโลก” อธิบดีกรมศุลกากร กล่าว

ใช้ Risk Management ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เครื่องเอกซเรย์ และสุนัข K9

กรมศุลกากรยอมรับถึงความท้าทายในการบริหารจัดการความเสี่ยงท่ามกลางปริมาณตู้คอนเทนเนอร์กว่า 13 ล้านตู้ และผู้เดินทางที่มีจำนวนสูงถึง 85 ล้านคนต่อปี จึงได้นำระบบ Risk Management และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกผ่านถังข้อมูลขนาดใหญ่มาใช้เป็น “ตาข่ายกรอง” เพื่อคัดกรองบุคคลและพัสดุที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส) การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) และ การท่าเรือแห่งประเทศไทย เพื่อขยายขีดความสามารถในการตรวจสอบผ่านการเพิ่มเครื่องเอกซเรย์ในพื้นที่คลังสินค้าและอาคารผู้โดยสารขาออก รวมถึงการใช้สุนัข K9 เข้ามาช่วยในการตรวจดมพัสดุภัณฑ์และกระเป๋าสัมภาระ

เพิ่มโทษลักลอบส่งออกกัญชา พร้อมจับมือ Border Force ต่างประเทศ

พันธ์ทอง กล่าวว่า กรมศุลกากรยังได้เพิ่มมาตรการป้องกันด้วยการปรับเพิ่มโทษค่าปรับสำหรับการลักลอบส่งออกกัญชาเป็นกิโลกรัมละ 30,000 บาท เพื่อแก้ปัญหาชาวต่างชาติที่พยายามลักลอบขนส่งออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงาน Border Force ของประเทศต่างๆ เช่น ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร (UK Border Force) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมกันแถลงข่าวเตือนประชาชนเกี่ยวกับบทลงโทษทางกฎหมาย

ทั้งนี้ กรมศุลกากรกำลังดำเนินการจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ใหม่ทดแทนเครื่องเดิมที่ใช้งานมานานกว่า 20 ปีที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อให้มั่นใจว่าการควบคุมทางศุลกากรจะมีประสิทธิภาพสูงสุดและไม่กระทบต่อภาพลักษณ์การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการค้าของประเทศ

“ถ้าจะไม่มีการนำเข้าส่งออกยาเสพติดผ่านประเทศไทยคำตอบคือคงเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการเข้มงวดกวดขันให้มากที่สุด เพื่อลดโอกาสการทุจริตและปัญหายาเสพติดให้เหลือน้อยที่สุด เพราะไม่มีประเทศใดในโลกที่สามารถพูดได้ว่าเป็น ‘Zero Corruption’ หรือไม่มีปัญหายาเสพติดเลย แม้แต่ประเทศที่มีมาตรการเข้มงวดอย่างออสเตรเลียก็ยังไม่สามารถทำได้ เป้าหมายของเราคือทำให้การกระทำผิดเกิดขึ้นได้ยากที่สุด สร้างอุปสรรคและเพิ่มความลำบากให้กับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ เพื่อไม่ให้สามารถเข้ามาดำเนินการในประเทศไทยได้” พันธ์ทอง กล่าว

กรมศุลกากรเดินหน้ายกระดับองค์กรภายใต้แนวคิด NEXT DRIVE CUSTOMS

ตลอดระยะเวลากว่า 152 ปี กรมศุลกากรได้พัฒนาและปรับเปลี่ยนบทบาทอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยในปีนี้กรมศุลกากรได้ขานรับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงการคลังอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย “10พลัส” และ “ENGINE เสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” อันเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับองค์กรครั้งสำคัญภายใต้แนวคิด NEXT DRIVE CUSTOMS ที่มุ่งปรับภาพลักษณ์และบทบาทของกรมศุลกากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานให้ทันสมัย โปร่งใส รวมถึงสามารถตอบสนองความต้องการ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน