จับตาช่องโหว่ ‘ระบบอัคคีภัยที่ต้องทบทวนถึงความปลอดภัย ผ่านโศกนาฏกรรมโรงเบียร์ลาดพร้าว
ทุกครั้งที่เกิดโศกนาฏกรรม เรามักได้ยินคำว่า “ถอดบทเรียน” แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ บทเรียนเหล่านั้นถูกนำไปเปลี่ยนเป็นมาตรฐานและการปฏิบัติจริงแล้วหรือยัง ล่าสุดกับเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวที่คร่าชีวิตผู้คน 33 ราย (ข้อมูล 15 ก.ค.69) กำลังสะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากเปลวไฟเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความบกพร่องของระบบความปลอดภัยอาคาร” ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ การจัดการทางหนีไฟ ไปจนถึงช่องว่างของกฎหมายที่ทำให้อาคารบางประเภทไม่จำเป็นต้องติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยในมาตรฐานเดียวกับสถานบันเทิง ทั้งหมดกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เวลาเพียงไม่กี่นาทีหลังเกิดเพลิงไหม้ แปรเปลี่ยนเป็นช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายของผู้ที่ติดอยู่ภายในอาคาร
สรุปสถานการณ์และจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ
สุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่โรงเบียร์ลาดพร้าว เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกของคืนวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. 2569 ต่อเนื่องถึงช่วงเช้ามืดของวันที่ 13 ก.ค. ส่งผลให้มี ผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 33 ราย (ข้อมูล 15 ก.ค.69) และมีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 17 แห่ง รวม 74 ราย จากการรายงานข้อมูล ณ เวลา 16:30 น. ของวันที่ 13 ก.ค.69 พบว่ามีผู้ป่วยอาการวิกฤต 27 ราย อาการปานกลาง 14 ราย และผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 32 รายที่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว
แม้ว่าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะสามารถเดินทางถึงที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 5 นาที และใช้เวลาในการควบคุมเพลิงจนสงบได้ภายใน 35 นาที แต่จำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและการจัดการความปลอดภัยภายในอาคารที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรอดชีวิต
ช่องโหว่ด้านอาคารและทางหนีไฟ
จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่เกิดเหตุของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พบว่า อาคารดังกล่าวมีลักษณะเป็นพื้นที่ปิดเพื่อป้องกันเสียงและความเย็น ซึ่งเป็นรูปแบบปกติของสถานประกอบการประเภทนี้ แต่มีจุดอ่อนร้ายแรงคือการใช้ “วัสดุตกแต่งที่เป็นเชื้อเพลิงและลามไฟได้ง่าย” ประกอบกับการจัดวางโต๊ะที่นั่งอย่างหนาแน่นเกินไปจนกีดขวางเส้นทางเดิน ทำให้การเคลื่อนย้ายผู้คนในภาวะฉุกเฉินเป็นไปอย่างยากลำบาก
นอกจากนี้ ยังพบประเด็นความผิดปกติเรื่องทางหนีไฟ จากการตรวจสภาพอาคารเมื่อเดือนเมษายน พบว่า มีทางออกทั้งหมด 4 ทาง แต่ในขณะเกิดเหตุผู้ประสบภัยแจ้งว่าสามารถใช้ทางออกได้เพียงทางเดียวเท่านั้น เนื่องด้วยทางออกบริเวณหลังครัวมีสิ่งของวางกีดขวางจนทางเดินแคบลง แม้จะยังพอผ่านได้แต่ไม่เอื้อต่อการอพยพคนจำนวนมากในที่มืด ขณะที่ทางออกฉุกเฉินอีกจุดบริเวณห้องน้ำซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่เกิน 2 เมตร กลับไม่มีป้ายสัญลักษณ์เรืองแสงบอกทางที่ชัดเจน และมีการติดป้ายกระดาษระบุว่าเป็นประตูสำหรับเจ้าหน้าที่เท่านั้น ทำให้ผู้ใช้บริการไม่ทราบว่ามีเส้นทางรอดอยู่ใกล้ตัว
ควันพิษและช่องว่างของกฎหมาย
สำหรับสาเหตุหลักของการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากการ “สำลักควันและก๊าซพิษ” ภายในห้องที่เป็นพื้นที่ปิด โดยเฉพาะกรณีกลุ่มผู้เสียชีวิตเกือบ 10 รายที่พบบริเวณห้องน้ำ ซึ่งเกิดจากความเข้าใจผิดที่ว่าห้องน้ำเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากความร้อน แต่ในความเป็นจริงเมื่อควันไฟพุ่งเข้าไปในพื้นที่ปิดอับจะไม่มีทางระบายออก ส่งผลให้ผู้ที่หลบอยู่ขาดอากาศหายใจอย่างรวดเร็ว
ผู้อำนวยการสำนักป้องกันฯ วิเคราะห์ว่า ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยระงับเหตุไม่ให้บานปลายคือระบบดับเพลิงอัตโนมัติหรือสปริงเกอร์ (Sprinkler) ซึ่งจะช่วยลดอุณหภูมิและชะลอการลุกลามของไฟเพื่อให้ประชาชนมีเวลาอพยพมากขึ้น แต่ในที่เกิดเหตุกลับไม่มีระบบดังกล่าว ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับช่องว่างทางกฎหมาย เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่นอกเขตโซนนิ่งสถานบันเทิง จึงจดทะเบียนเป็นเพียง “ร้านอาหารที่มีการแสดงดนตรี” ทำให้ข้อบังคับในการใช้วัสดุป้องกันไฟลามและระบบความปลอดภัยไม่เข้มงวดเท่ากับสถานบันเทิงที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย
“แนวทางการป้องกันในอนาคต ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในระบบความปลอดภัยและการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุให้กับพนักงาน เพื่อให้พนักงานสามารถทำหน้าที่เป็นผู้นำทางในการอพยพประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับภาคประชาชน ควรฝึกนิสัยการสังเกตทางหนีไฟและทางเข้าออกทุกครั้งที่เข้าสู่สถานประกอบการใดๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน” สุริยชัย กล่าว
ทั้งนี้ สปภ. กทม. พร้อมที่จะส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปให้คำแนะนำและร่วมฝึกซ้อมแผนป้องกันอัคคีภัยให้กับภาคเอกชนที่ร้องขอผ่านสายด่วน 199 หรือสถานีดับเพลิงในพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดเหตุซ้ำรอยที่สร้างความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

