กองทุน ววน. ผนึกกำลังทีมนักวิจัย นำอุปกรณ์ตรวจวัดโครงสร้างอาคารสำรวจพื้นที่แยกวงเวียนใหญ่ สร้างความมั่นใจให้ประชาชน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมทีมสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และนายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ในฐานะนักวิจัยกองทุน ววน. นำเครื่องมือและอุปกรณ์ตรวจวัดโครงสร้างอาคารเข้าสำรวจพื้นที่บริเวณแยกวงเวียนใหญ่ หวังขยายผลต่อเนื่องในการพัฒนาระบบเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาพิบัติภัย สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และทีมวิจัยภายใต้กองทุน ววน. ร่วมกันลงพื้นที่บริเวณวงเวียนใหญ่ เพื่อพัฒนาและยกระดับการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ตรวจวัดโครงสร้างอาคาร สู่การขยายผลต่อเนื่องในการแก้ปัญหาพิบัติภัย

ทั้งนี้ สกสว. และนักวิจัยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อสร้างความปลอดภัยของประเทศ โดยกระทรวง อว. พร้อมให้คำสนับสนุนโดยให้นักวิจัยพัฒนาระบบติดตามและตรวจวัดโครงสร้างอาคารเพื่อเป็นมาตรฐานการก่อสร้างและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตอยากให้ขยายระบบติดตามการรั่วของน้ำ ระดับน้ำและความขุ่น รวมถึงระบบตรวจวัดอุโมงค์ อาคาร และการทรุดตัวของดินแบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะจุดเชื่อมต่อที่เป็นจุดเสี่ยงเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่ประชาชน โดยจะต้องประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
3 ตัวชี้วัดสำคัญและการยกระดับมาตรการความปลอดภัยเชิงรุก

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาอุโมงค์ก่อสร้างว่า ขณะนี้น้ำไหลเข้าอุโมงค์น้อยลง เนื่องจากมีการใช้มาตรการอัดฉีดสารเคมีเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของชั้นดินยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเริ่มเห็นผล จากการประเมินสามารถควบคุมสถานการณ์ได้จาก 3 ตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่
- ปริมาณน้ำใต้ดินที่ไหลเข้าสู่อุโมงค์ลดลงจาก 50 เหลือ 30 และล่าสุดเหลือเพียง 20 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง สะท้อนว่าชั้นดินเริ่มแข็งตัวและสามารถอุดจุดรั่วได้ดีขึ้น
- รอยร้าวบนผิวถนนและค่าการทรุดตัวของพื้นดินไม่ขยายตัวเพิ่ม
- ไม่พบการเอียงของอาคารเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่สอดคล้องกันว่ามาตรการที่ใช้มีประสิทธิภาพ
“อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มจะเป็นบวก แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติหรือเปิดพื้นที่ให้ประชาชนใช้งานได้ทั้งหมด เนื่องจากจำเป็นต้องเฝ้าติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะมั่นใจว่าชั้นดินหยุดเคลื่อนตัวอย่างสมบูรณ์และสามารถควบคุมจุดรั่วได้อย่างมีเสถียรภาพ โดยหัวใจสำคัญคือการป้องกันไม่ให้สถานการณ์กลับมาทรุดตัวหรือพลิกเป็นลบอีกครั้ง” ศ.ดร.อมร กล่าว

ศ.ดร.อมร กล่าวย้ำว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรก โดยที่ผ่านมาเคยเกิดกรณีคล้ายกันบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ทำให้ประชาชนเกิดความกังวลต่อความปลอดภัยของโครงการก่อสร้างใต้ดินในอนาคต ดังนั้นจึงเสนอให้ยกระดับการใช้เทคโนโลยีติดตามโครงสร้าง โดยต่อยอดงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ซึ่งพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ภายหลังเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ให้สามารถตรวจวัดการเอียงของอาคาร การทรุดตัวของพื้นดิน รวมถึงใช้ภาพถ่ายทางอากาศตรวจสอบความเสียหายของพื้นที่ได้

“โครงการก่อสร้างอุโมงค์ในอนาคตควรกำหนดให้มีการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดแบบเรียลไทม์เป็นมาตรฐาน เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติและแจ้งเตือนได้ทันทีเมื่อค่าการเคลื่อนตัวเกินเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้มากขึ้น โดยเฉพาะหลังเปิดให้บริการแล้ว ควรมีระบบติดตามความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะช่วงก่อสร้างเท่านั้น” ศ.ดร.อมร กล่าว
นวัตกรรมเซนเซอร์เรียลไทม์และปัญญาประดิษฐ์เพื่อการสำรวจรังวัด

ด้าน ผศ.ดร.ประกิต ชมชื่น จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ได้นำระบบตรวจวัดและติดตามการทรุดของดินและการเอียงของอาคารแบบเรียลไทม์ซึ่งประกอบด้วยเซนเซอร์จำนวนมากที่มีความแม่นยำสูง เข้าสำรวจเพื่อวัดการเอียงตัวและติดตามการเอียงตัวของโครงสร้างอาคารที่ได้รับผลกระทบจากการทรุดตัวของดิน การเอียงตัวจะถูกตรวจวัดทุกวินาที เซนเซอร์ทุกตัวจะส่งข้อมูลเข้าไปยังหน่วยประมวลผลกลางเพื่อเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และแสดงผลผ่านอินเตอร์เน็ตให้เห็นผลกระทบต่ออาคารสิ่งปลูกสร้างได้ตลอดเวลา ทั้งยังส่งการแจ้งเตือนไปยังแอปพลิเคชันได้ทันทีเมื่อโครงสร้างมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายเกินเกณฑ์ที่กำหนด ผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ผ่านเว็บไซต์ที่จัดเตรียมไว้สำหรับรายงานข้อมูล เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับตัดสินใจดำเนินการได้ทันที

ขณะที่ทีมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผศ.ดร.อมรเทพ จิรศักดิ์จำรูญศรี ผู้ช่วยคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ รศ.ดร.พรหมพัฒน ธัญสิริชัยศรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ได้นำเทคโนโลยีโฟโตแกรมเมตรี (photogrammetry) ผนวกกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเลเซอร์สแกน 3 มิติ ในการสำรวจรังวัดเพื่อทำแผนที่จำลองจากภาพถ่าย ซึ่งสามารถระบุตำแหน่งที่ได้รับความเสียหายและการเอียงตัวของอาคารได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ สามารถเห็นข้อมูลเชิงระบบพื้นที่อย่างเป็นระบบมากขึ้น

“อยากเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มมาตรการสำรวจชั้นดินบริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างอุโมงค์กับบ่อก่อสร้าง ซึ่งถือเป็นพื้นที่เสี่ยงที่สภาพชั้นดินอาจเปลี่ยนแปลงจากการก่อสร้าง พร้อมประเมินว่ามาตรการอัดฉีดสารเคมีที่ดำเนินการอยู่เพียงพอหรือไม่ และหากจำเป็นควรเพิ่มการเสริมความแข็งแรงของชั้นดินเพื่อยกระดับปัจจัยความปลอดภัย โดยย้ำว่า การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากประชาชนขาดความมั่นใจจนไม่เลือกใช้ระบบรถไฟฟ้า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะรุนแรงกว่าผลกระทบจากเหตุการณ์ก่อสร้างเพียงอย่างเดียว” ศ.ดร.อมร กล่าว

