FPT โชว์ผลประกอบการปีงบ 65 กำไรเพิ่มขึ้น 58% มั่นใจปีงบ 66 ภาพรวมธุรกิจสดใส

กรุงเทพฯ – 9 พฤศจิกายน 2565 : FPT แย้มผลประกอบการปีงบการเงิน 2565 กำไรทะลุ 2,465 ล้านบาท เติบโต 57.3% จากปีงบการเงิน 2564 (ต.ค.64-ก.ย.65) หลังธุรกิจบ้านปรับกลยุทธ์เซ็กเมนท์จับตลาดกลาง-บนกำลังซื้อสูง พร้อมเดินหน้าเพิ่มนวัตกรรมสร้าง Value-added ธุรกิจโรงงาน-คลังสินค้าขยายพอร์ตแตะ 3.4 ล้าน ตร.ม. ธุรกิจคอมเมอร์เชียล เริ่มรับรู้รายได้จากโครงการสีลมเอจ และรับอานิสงส์โรงแรมฟื้นตัว ควบคู่การบริหารต้นทุนทุกธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เตรียมจ่ายปันผลผู้ถือหุ้น 0.43 บาทต่อหุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 22 พ.ย. 65

ธนพล ศิริธนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้นำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรรายแรกของไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทในปีงบการเงิน 2565 (ต.ค.64-ก.ย.65) มีรายได้รวมอยู่ที่ 16,347 ล้านบาท เติบโตขึ้น 4% จากปีงบการเงิน 2564 และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,465 ล้านบาท เติบโตขึ้น 57.3% คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) 15.1% โดยผลการดำเนินงานของทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย อสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม และอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรม ต่างมีส่วนสำคัญให้ผลการดำเนินงานในปีนี้มีกำไรเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย ในปีงบการเงิน 2565 (ต.ค.64-ก.ย.65) มูลค่าโครงการรวมกว่า 20,000 ล้านบาท มีการเปิดตัวโครงการทั้งสิ้น 18 โครงการ โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือการขยายตลาดมาจับลูกค้าในเซ็กเมนท์กลาง-บนซึ่งเป็นกลุ่มตลาดที่มีกำลังซื้อสูง ควบคู่กับการเพิ่มนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added) เข้าไปในบ้านและพื้นที่ส่วนกลาง เช่น เทคโนโลยี Frasers Clean & Cool Air ที่ช่วยระบายอากาศภายในบ้าน และระบบ EV Charger ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีงบการเงิน มีรายได้อยู่ที่ 11,420 ล้านบาท และมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) สูงขึ้นจาก 25% ในปีงบการเงิน 2564 สู่ 32% ในปีงบการเงิน 2565 โดยแบรนด์และโครงการที่ได้รับการตอบรับอย่างยอดเยี่ยมในปีงบการเงินนี้ อาทิ แบรนด์ เดอะ แกรนด์ และ แกรนดิโอ


ด้านกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม มีการขยายพอร์ตโฟลิโอพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าภายใต้การบริหารจัดการเพิ่มขึ้น จาก 3.01 ล้าน ตร.ม. สิ้นปีงบการเงิน 2564 สู่ 3.4 ล้าน ตร.ม. ณ สิ้นปีงบการเงิน 2565 (30 ก.ย. 65) มีการลงทุนเชิงกลยุทธ์ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงการที่อินโดนีเซีย สนับสนุนให้กระแสรายได้จากค่าเช่าแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ภาพรวมทั้งปีงบการเงินมีอัตราการเช่าเฉลี่ย (Average Occupancy Rate) สูงถึง 85% และมีรายได้พิเศษจากการขายสินทรัพย์เข้ากอง REIT ส่งผลให้มีรายได้ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมรวมอยู่ที่ 3,198 ล้านบาท

ขณะที่กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรม มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ที่คลี่คลายลง การเปิดประเทศ และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจโรงแรมมีรายได้โตกว่า 100% ขณะเดียวกัน การทยอยเปิดให้บริการเฟสต่างๆ ของโครงการสีลมเอจ (Silom Edge) ในช่วงงบการเงินไตรมาส 4/2565 (ก.ค.-ก.ย.65) ส่งผลให้บริษัททยอยรับรู้รายได้ใหม่บางส่วนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในภาพรวมธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่ายังคงรักษาอัตราการเช่าได้ในระดับสูงกว่าร้อยละ 90

“เราให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างคู่ขนานของทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกสภาวะเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน เรายังมุ่งมั่นเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนด้วย โดยในปีงบการเงิน 2565 บริษัทมีต้นทุนรวมลดลง 3%” ธนพล กล่าว

ธนพล กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปีงบการเงิน 2566 (ต.ค.65-ก.ย.66) นั้น ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนที่สุดในรอบหลายปี จากการคลี่คลายของสถานการณ์ COVID-19 การผ่อนคลายมาตรการ และการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้แผนการขยายโรงงานและคลังสินค้าของบริษัททั้งในและต่างประเทศ กำลังซื้อในภาคที่อยู่อาศัย ตลอดจนการเดินทางท่องเที่ยว จับจ่ายใช้สอย ความต้องการเช่าสำนักงาน จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากช่วงครึ่งปีหลังของปีปฏิทิน 2565 ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนงานขยายธุรกิจทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจอย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง ให้สอดรับกับปัจจัยบวกดังกล่าว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *