Construction

ศวปถ. เปิดแผน “ซ่อม-เสริม-สร้าง” ยกระดับความปลอดภัยทางถนน ปั้นทุนมนุษย์ไทยในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

เหตุการณ์รถไฟพุ่งชนรถเมล์บริเวณแยกมักกะสันเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนคำถามสำคัญต่อระบบความปลอดภัยทางถนนของไทย ว่าอุบัติเหตุรุนแรงที่เกิดซ้ำๆ เป็นเพียงความผิดพลาดเฉพาะหน้า หรือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัย

ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) จึงจัดสัมมนาวิชาการ “ซ่อม-เสริม-สร้าง” เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นจากภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกำหนดทิศทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 โดยชูประเด็นการยกระดับ “ทุนมนุษย์” ของประเทศ ทั้งด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิต พร้อมผลักดันให้ความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนไทยในระยะยาว

เอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า แนวทาง “ซ่อม เสริม สร้าง” เปรียบประเทศเสมือนบ้านหลังใหญ่ที่มีประชาชนกว่า 60 ล้านคน อาศัยอยู่ร่วมกัน โดยในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวและทรัพยากรจำกัด จำเป็นต้องเร่ง “ซ่อม” ปัญหาเร่งด่วนที่สะสมอยู่ก่อน จากนั้นจึง “เสริม” ให้โครงสร้างเดิมแข็งแรงขึ้น และค่อย “สร้าง” สิ่งใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะต่อไป

สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการมากที่สุดคืออุบัติเหตุบนท้องถนนที่คร่าชีวิตคนไทยต่อเนื่องทุกปี จนกลายเป็นเรื่องที่สังคมคุ้นชิน โดยข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ปี 2568 เกิดอุบัติเหตุทางถนนกว่า 20,967 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 11,779 ราย และบาดเจ็บกว่า 12,182 ราย แม้ตัวเลขลดลงจากปีก่อน แต่สาเหตุหลักยังมาจากการขับรถเร็ว ขับจี้ท้าย และเมาแล้วขับ โดยอุบัติเหตุดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “ทุนมนุษย์” ของประเทศ ทั้งเด็ก เยาวชน และแรงงานสำคัญในครอบครัว

“ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้าง ‘วัฒนธรรมความปลอดภัย’ ให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างจริงจัง เพราะการสูญเสียชีวิตหรือความพิการไม่ได้กระทบเพียงรายบุคคล แต่ยังสะเทือนต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจและโอกาสการเติบโตของประเทศในระยะยาว หากไม่เร่งแก้ปัญหาที่รั่วไหลอยู่ในระบบ ประเทศไทยจะยากก้าวข้ามกับดักการเติบโตและเดินหน้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้” เอ็นนู กล่าว

ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า อุบัติเหตุทางถนนยังเป็นหนึ่งในความสูญเสียใหญ่ของประเทศไทย และกระทบโดยตรงต่อ “ทุนมนุษย์” ในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะคนวัยทำงานซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ยราว 16,000 คนต่อปี สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมไม่น้อยกว่า 500,000 ล้านบาทต่อปี จากการสูญเสียชีวิต การบาดเจ็บ ค่ารักษาพยาบาล และการสูญเสียผลิตภาพ

ดร.สุเมธ ชี้ว่า เหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน–อโศก เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม เป็นภาพสะท้อนชัดเจนของความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในระบบคมนาคมไทย ที่ยังมีช่องโหว่ทั้งด้านการจัดการพื้นที่ร่วมระหว่างถนนกับระบบราง และมาตรการความปลอดภัยที่ยังไม่เพียงพอกับการใช้งานจริงในพื้นที่เมือง หากต้องการลดความสูญเสียลงอย่างเป็นรูปธรรม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งการยกระดับมาตรฐานถนนและยานพาหนะ ปรับระบบบังคับใช้กฎหมายให้ทำงานเชื่อมโยงทั้งระบบ สนับสนุนขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพและปลอดภัย รวมถึงสร้างความรู้ความเข้าใจด้านความปลอดภัยให้ประชาชนในทุกระดับ

พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน กล่าวว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “เรื่องโชคร้าย” แต่สะท้อนประสิทธิภาพของนโยบายรัฐและการออกแบบระบบความปลอดภัยโดยตรง พร้อมเสนอ 3 ประเด็นหลัก ที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ การออกแบบถนนและจุดตัดให้เอื้อต่อความปลอดภัย และการส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น

พร้อมยกตัวอย่างข้อมูลใน กทม. ว่า ปัจจุบันมีเพียง 1 ใน 6 ของทางม้าลายที่ติดตั้งกล้องตรวจจับ และในจำนวนผู้กระทำผิดที่ถูกบันทึกภาพ ตำรวจสามารถออกใบสั่งได้เพียง 10% เท่านั้น ทำให้ในทางคำนวณ ผู้ขับขี่อาจฝ่าฝืนไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลายได้มากถึง 720 ครั้ง ก่อนถูกตัดแต้มจนครบเกณฑ์

ปัจจุบันกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) มีเงินคงเหลือสะสมราว 9,000 ล้านบาท ขณะที่แต่ละปีอนุมัติงบประมาณเพียงประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยพริษฐ์เสนอแนะให้นำงบดังกล่าวมาใช้สนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ เช่น เพิ่มเส้นทางหรือรถรับส่งนักเรียน เพื่อลดความเสี่ยงจากการเดินทาง อีกทั้งเสนอให้รัฐสภาผลักดันการแก้กฎหมายจราจรและตั้งกรรมาธิการวิสามัญติดตามปัญหาอุบัติเหตุทางถนนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานและต้องเร่งแก้ในระดับโครงสร้าง

สัมมนา “ซ่อม-เสริม-สร้าง” ในครั้งนี้ได้ฉายภาพชัดว่า “ความปลอดภัยทางถนน” ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านคมนาคมหรือสาธารณสุขเท่านั้น แต่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย์ไทย เพราะทุกชีวิตที่ปลอดภัยหมายถึงโอกาสในการเรียนรู้ การทำงาน และการเติบโตอย่างมีคุณภาพของคนในประเทศ