News

เปิดแนวคิด ‘เมืองฟองน้ำ’ ชะลอ–ซึม–กักเก็บน้ำตั้งแต่ต้นทาง จากบทเรียนเชียงรายสู่โจทย์จัดการน้ำของเมือง

ทุกครั้งที่ฝนตกหนัก กรุงเทพมหานครต้องกลับเข้าสู่โหมดเร่งระบายน้ำ ทั้งการสูบน้ำออกจากถนน การพร่องน้ำในคลอง การเปิดใช้งานอุโมงค์ระบายน้ำ และการบริหารจัดการสถานีสูบน้ำ เพื่อพาน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งน้ำค้างอยู่บนถนนหรือชุมชนนานเท่าไร ผลกระทบต่อการเดินทางและการใช้ชีวิตของคนเมืองก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับอุทกภัยน้ำท่วมในปี 2569 ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างฟื้นฟูและเร่งระบายน้ำในบางพื้นที่ เช่น เคหะร่มเกล้า และแฟลตคลองจั่น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการน้ำในเมืองอาจไม่ได้มีเพียงโจทย์ว่าจะ “ระบายน้ำออกอย่างไร” แต่ยังรวมถึงการทำให้เมืองมีพื้นที่สำหรับ ชะลอ ซึม และกักเก็บน้ำตั้งแต่ต้นทาง ก่อนที่น้ำจะไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำในเวลาเดียวกัน หนึ่งในแนวคิดที่ถูกนำมาใช้จัดการปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองคือ “เมืองฟองน้ำ” (Sponge City) ซึ่งเป็นแนวทางการออกแบบเมืองที่มุ่งให้พื้นที่ต่างๆ สามารถชะลอ ซึม กักเก็บ และนำน้ำฝนกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ก่อนค่อยๆ ปล่อยน้ำเข้าสู่ระบบต่อไป

ทำความรู้จัก “เมืองฟองน้ำ” แนวคิดจัดการน้ำที่เริ่มจากการชะลอและกักเก็บ

แนวคิดเมืองฟองน้ำมีรากมาจากแนวคิดของ Kongjian Yu ภูมิสถาปนิกชาวจีน ก่อนถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการพัฒนาเมืองของจีนในช่วงทศวรรษ 2010 เพื่อเพิ่มความสามารถของเมืองในการรับมือกับน้ำท่วมและสภาพอากาศสุดขั้ว โดยหลักการสำคัญคือการใช้ทั้งระบบธรรมชาติและโครงสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อให้น้ำฝนสามารถถูกดูดซับ ชะลอ กักเก็บ และค่อยๆ ปล่อยออกสู่ระบบต่อไป แทนที่จะปล่อยให้น้ำจำนวนมากไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำในเวลาเดียวกัน

แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการศึกษาการจัดการน้ำในเมืองเชียงราย โดย ผศ. ดร.ภวิสร ชื่นชุ่ม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนงาน “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้งใน 10 จังหวัด” ภายใต้ยุทธศาสตร์ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ที่มุ่งนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

ออกแบบพื้นที่รับน้ำตามขนาดและศักยภาพ

สำหรับแนวทางเมืองฟองน้ำเชียงราย การจัดการน้ำถูกออกแบบให้มีพื้นที่รองรับในหลายระดับ โดยแบ่งตามขนาดและศักยภาพของพื้นที่ เพื่อให้แต่ละจุดเข้ามาทำหน้าที่แตกต่างกันในระบบจัดการน้ำของเมือง

พื้นที่ขนาดเล็ก หรือ Size S ขนาดประมาณ 100–1,000 ตารางเมตร สามารถแทรกอยู่ตามผังเมือง เช่น พื้นที่ข้างอาคารหรือหัวมุมถนน โดยใช้พื้นผิวที่น้ำสามารถซึมผ่านได้ ทางเดินซึมน้ำ หรือแปลงซับน้ำฝน เพื่อช่วยชะลอและซึมน้ำตั้งแต่ต้นทาง ลดปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำในทันที

ถัดมาเป็น พื้นที่ขนาดกลาง หรือ Size M ประมาณ 2,000–16,000 ตารางเมตร ซึ่งอยู่ในระดับชุมชน เช่น สวนกลางชุมชนหรือแนวคูน้ำพืชน้ำ พื้นที่ลักษณะนี้สามารถรับน้ำจากพื้นที่ต้นทาง ก่อนทำหน้าที่กรอง เก็บ และหน่วงน้ำเอาไว้ชั่วคราว โดยมีการปรับปรุงดินและใช้วัสดุพรุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการซึมน้ำและช่วยบำบัดน้ำตามธรรมชาติ

ส่วน พื้นที่ขนาดใหญ่ หรือ Size L มากกว่า 10 ไร่ สามารถเป็นพื้นที่เกษตรหรือพื้นที่ชุ่มน้ำเดิม ทำหน้าที่รับน้ำจากระบบกลางทางหรือคลองเมือง โดยการปรับสภาพดินให้สามารถกักเก็บน้ำได้มากขึ้น เพื่อลดปริมาณน้ำหลาก ขณะเดียวกันน้ำที่กักเก็บไว้ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อในภาคเกษตรกรรมหรือเชื่อมโยงกับระบบเขื่อนได้

การออกแบบดังกล่าวทำให้แนวคิดเมืองฟองน้ำไม่ได้มองพื้นที่รับน้ำเป็นเพียงจุดใดจุดหนึ่งของเมือง แต่กระจายการจัดการน้ำออกไปตั้งแต่พื้นที่ขนาดเล็กในระดับอาคารและถนน พื้นที่ขนาดกลางในระดับชุมชน ไปจนถึงพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับน้ำในระดับระบบ

จากพื้นที่สีเขียว สู่พื้นที่ที่ช่วยจัดการน้ำ

นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการซึมน้ำแล้ว แนวทางเมืองฟองน้ำเชียงรายยังให้ความสำคัญกับการออกแบบสวนและพื้นที่สีเขียวให้สามารถรองรับและหน่วงน้ำได้ โดยใช้พื้นพรุนและดินที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อเพิ่มความสามารถในการซึมน้ำ และลดปริมาณน้ำผิวดินที่ไหลลงสู่แม่น้ำ

ขณะเดียวกันยังมีแนวทางพัฒนาระบบหมุนเวียนน้ำภายในสวน เพื่อให้น้ำที่ถูกกักเก็บสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ลดการพึ่งพาน้ำประปา รวมถึงการผสานโครงสร้างสีเขียวและสีน้ำเงินเข้าด้วยกัน เพื่อให้พื้นที่สาธารณะสามารถทำหน้าที่ได้หลายด้าน ทั้งเป็นพื้นที่พักผ่อน พื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และพื้นที่ที่ช่วยสนับสนุนระบบนิเวศเมือง

อีกส่วนหนึ่งคือการเพิ่มแหล่งที่อยู่อาศัยของพืชพื้นถิ่นและสัตว์ขนาดเล็ก ตลอดจนการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในเมืองและการเชื่อมโยงพื้นที่ดังกล่าวเข้ากับแม่น้ำกก ทำให้การจัดการน้ำถูกวางควบคู่ไปกับการฟื้นฟูระบบนิเวศของพื้นที่

เริ่มจากพื้นที่นำร่อง ก่อนขยายผล

ผศ.ดร.ภวิสร ชื่นชุ่ม กล่าวว่า การดำเนินงานในระยะต่อไป แนวทางดังกล่าวจะเริ่มจากพื้นที่นำร่องก่อนเพื่อทดลองแนวคิดสวนฟองน้ำในระดับย่านต่างๆ โดยบูรณาการความรู้ด้านภูมิสถาปัตยกรรมและระบบน้ำเมืองเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชน นักศึกษา และผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา

จากนั้น หากการดำเนินงานประสบความสำเร็จ จึงมีแผนขยายแนวคิดไปยังสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวทั่วเชียงราย รวมถึงต่อยอดไปยังจังหวัดอื่นๆ เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการน้ำที่สามารถอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศของแต่ละพื้นที่ได้

นำหลักคิดไปศึกษาและพัฒนาต่อ ให้เหมาะกับบริบทของแต่ละเมือง

เมื่อมองกลับมาที่กรุงเทพมหานคร แนวคิดเมืองฟองน้ำสามารถนำมาเป็น กรอบในการศึกษาการจัดการน้ำในเขตเมือง โดยเฉพาะหลักคิดเรื่องการกระจายพื้นที่สำหรับชะลอ ซึม และกักเก็บน้ำออกไปหลายระดับ ควบคู่กับระบบระบายน้ำที่มีอยู่เดิม

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากงานวิจัยดังกล่าวเป็นการศึกษาและพัฒนาแนวทางในบริบทของเชียงราย จึงไม่ได้หมายความว่ารูปแบบเดียวกันสามารถนำมาใช้กับกรุงเทพฯ ได้โดยตรง เนื่องจากแต่ละเมืองมีสภาพพื้นที่ ระบบน้ำ ลักษณะดิน ปริมาณฝน และรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินแตกต่างกัน การนำแนวคิดไปใช้ในพื้นที่อื่นจึงจำเป็นต้องศึกษาและออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่นั้นๆ

“เมืองฟองน้ำ” จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า การจัดการน้ำในเมืองสามารถเกิดขึ้นได้หลายระดับ ตั้งแต่พื้นที่ขนาดเล็กบริเวณอาคารและถนน พื้นที่สีเขียวในระดับชุมชน ไปจนถึงพื้นที่รับน้ำขนาดใหญ่ โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ ชะลอ ซึม กักเก็บ และใช้ประโยชน์จากน้ำฝน ก่อนส่งต่อเข้าสู่ระบบน้ำของเมือง ซึ่งเป็นหลักคิดที่สามารถนำไปศึกษาและพัฒนาต่อให้เหมาะกับบริบทของแต่ละเมืองได้